Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การชำระดอกเบี้ยเงินกู้ไปร้อยละ 2 ต่อเดือน แม้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แต่ก็เป็นเรื่องที่ชำระหนี้ด้วยความสมัครใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืนคดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องทายาทของผู้กู้(ซึ่งถึงแก่กรรม)เรียกต้นเงินและดอกเบี้ยตั้งแต่วันค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคือวันที่ 26 กรกฎาคม 2513 ทายาทยอมใช้เงินต้นที่ค้างและดอกเบี้ยตามฟ้อง ต่อมาทายาททราบว่าจำเลยได้รับชำระดอกเบี้ยไปก่อนวันที่ 26 กรกฎาคม 2513 จำนวนหนึ่งแล้ว จึงฟ้องเรียกเงินนั้นคืน ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะมิใช่เป็นคดีที่มีประเด็นอย่างเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทผู้รับมรดกของนางแม้นซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2518 จำเลยได้ฟ้องนายจำรัสในฐานะเป็นทายาทผู้รับมรดกของนางแม้นตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2518ของศาลชั้นต้นว่านางแม้นค้างชำระหนี้เงินที่กู้จากจำเลยเป็นเงิน 19,000 บาทและค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2513 เป็นต้นมา ผลแห่งคดีได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายจำรัสยอมนำเงินจากกองมรดกชำระเงินกู้ที่ค้าง 19,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยชั่งละบาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2513 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดซึ่งความจริงแล้ว นางแม้นได้ชำระดอกเบี้ยให้ตัวแทนของจำเลยรับไว้แล้ว 8,500 บาท และได้บันทึกการรับดอกเบี้ยไว้ที่ด้านหลังสัญญากู้ แต่จำเลยปกปิดความจริงโดยแสดงหลักฐานภาพถ่ายสัญญากู้เพียงด้านหน้า

นายจำรัสหลงเชื่อจึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกทั้งหมดของนางแม้นต้องชำระดังกล่าวแก่จำเลยเกินจำนวนหนี้ที่แท้จริงไป 8,500 บาท เงินจำนวนนี้เป็นลาภมิควรได้ซึ่งจำเลยต้องคืนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงิน 8,500 บาท ดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีต่อมาโจทก์ถึงแก่กรรม นางชื่นจิตรภริยาโจทก์ยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยให้การว่า เคยเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของนางแม้นและได้ฟ้องนายจำรัสในฐานะผู้รับมรดกของนางแม้นจริงปรากฏตามสำนวนคดีแพงแดงที่ 91/2518 ของศาลชั้นต้น ฟ้องของจำเลยไม่เป็นความเท็จไม่ปิดบังความจริง นางแม้นทำสัญญากู้เงินไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์2512 ทำสัญญากันไว้จากวันที่ 26 กรกฎาคม 2513 นางแม้นไม่เคยชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเลยจนถึงแก่กรรมไป

จำเลยจึงฟ้องนายจำรัสในฐานะผู้รับมรดกนางแม้นดังกล่าว และคดีนั้นถึงที่สุดไปแล้วโดยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลได้พิพากษาไปตามยอมแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้รับมรดกของนางแม้นอีกเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148ของให้ศาลพิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยรับชำระหนี้จากโจทก์เป็นการรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปัญหาตามฎีกาข้อแรก ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2518 โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ฟ้องเรียกต้นเงินกู้จำนวน 19,000 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือนนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2513เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ประเด็นในคดีจึงมีว่า นางแม้นค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2513 เป็นต้นไปอยู่หรือไม่ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฟ้องคดีก่อนโดยปกปิดความจริงที่เกี่ยวกับการที่จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยไปแล้ว 8,500 บาท หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมิใช่หนี้อันแท้จริง โจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วโดยหลงผิด เป็นการชำระเกินกว่าหนี้ที่แท้จริงโจทก์ขอคืนเงินที่จำเลยรับชำระไว้แล้วในฐานะลาภมิควรได้ และจำเลยต่อสู้ว่าเงินค่าดอกเบี้ย 8,500 บาท ที่จำเลยรับชำระไว้นั้นเป็นเงินค่าดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญากู้จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2513 ประเด็นจึงมีว่าจำเลยได้รับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยไปเกินกว่าจำนวนหนี้ที่แท้จริงอันต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่จึงมิใช่เป็นคดีที่มีประเด็นอย่างเดียวกัน

ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาส่วนปัญหาว่าเงินค่าดอกเบี้ย 8,500 บาท ที่จำเลยรับชำระหนี้ไปเป็นลาภมิควรได้ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัย และโจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่รับชำระแทนไปนั้นด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และมาตรา 247ในปัญหาดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2512นางแม้น ทำสัญญากู้เงินจำเลยไป 25,000 บาท

กำหนดใช้คืนวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2513 กำหนดอัตราดอกเบี้ยชั่งละบาทต่อเดือน ชำระสามเดือนต่อครั้ง แต่นางแม้นตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน ครั้งแรกนางแม้นจึงชำระดอกเบี้ย 1,500 บาท และอีก 2 ครั้งก็ชำระครบตามกำหนดเป็นเงินดอกเบี้ยทั้งหมด 4,500 บาท ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2513 นางแม้นชำระเงินต้นคืน 6,000 บาท ชำระดอกเบี้ย 4,000 บาท เงินดอกเบี้ยจึงเป็น8,500 บาท เงินต้นจึงคงเหลือ 19,000 บาท แล้วจึงมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2518 นับแต่วันที่ 26กรกฎาคม 2513 นางแม้นก็มิได้ชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเลยจนนางแม้นถึงแก่กรรมไปศาลฎีกาเห็นว่า การชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แต่ก็เป็นเรื่องที่ชำระหนี้ด้วยความสมัครใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแห่งคดีพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สีห์ คลายนสูตร · ภิญโญ ธีรนิติ · ภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้