Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1745/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายกับคณะกลองยาวไปวัดในพิธีอุปสมบท คณะกลองยาวเล่นกลองยาวบนศาลาอยู่กับผู้เสียหายและญาติ ต่อมาคณะกลองยาวก็ลงจากศาลาประโคมกลองยาวนำหน้านาค โดยมีผู้เสียหายเดินตามไปผู้เสียหายไปได้ 2 เส้น รู้สึกตัวว่าสายสร้อยข้อมือทองคำหายจึงกลับขึ้นไปหาบนศาลา ปรากฏว่า ส. อายุไม่เกิน 7 ปี เก็บสร้อยนั้นได้บนศาลาแล้วเอาไปให้จำเลยที่ 2 อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 2 เอาไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาที่ข้างศาลาในเวลากระชั้นชิดกัน จำเลยที่ 1 เอาสร้อยห่อพกออกจากวัดไปทันที เมื่อผู้เสียหายไปสอบถาม จำเลยที่ 1 ว่าไม่รู้เห็น พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าสร้อยนั้นยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย จำเลยที่ 1 น่าจะทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของพวกที่มาในคณะกลองยาวและเจ้าของจะติดตามเอาคืนจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วน ส. และจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิด (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2514)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองและเด็กชายสมทรง อายุไม่เกิน ๗ ปี ร่วมกันลักสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๔๕๐ บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๓ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ หกเดือนส่วนจำเลยที่ ๒ อายุเกิน ๗ ปี แต่ไม่เกิน ๑๔ ปีขณะกระทำผิด ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไปตามมาตรา ๗๔ ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๔๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษในฐานความผิดนี้ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ และเป็นเหตุในลักษณะคดี พิพากษากลับให้ยกฟ้องถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุนางลำใยผู้เสียหายกับญาติและคณะกลองยาวไปที่วัดในพิธีอุปสมบท คณะกลองยาวได้เล่นกลองยาวกันบนศาลา มีเด็กนักเรียนและผู้เสียหายกับญาติอยู่บนศาลาด้วยประมาณ ๒๐ นาที นาคที่จะอุปสมบทลงจากกุฎิพระ คณะกลองยาวก็ลงจากศาลาประโคมกลองยาวนำหน้านาคไป ผู้เสียหายเดินตามไปห่างศาลาประมาณ ๒ เส้น จึงรู้สึกตัวว่า สร้อยทองคำซึ่งสวมอยู่ที่ข้อมือหลุดหายไป ปรากฏว่าเด็กชายสมทรง (อายุประมาณ ๗ ปี) เก็บสร้อยนั้นได้จากพื้นศาลา หยิบชูให้เด็กชายสมชายและเด็กชายปรีชาดู แล้วนำสร้อยไปให้จำเลยที่ ๒ (อายุ ๑๓ ปี) พี่สาวซึ่งอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ข้างศาลา จำเลยที่ ๒ เอาไปให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาในเวลากระชั้นชิดกันนั้นเอง

จำเลยที่ ๑ เอาสร้อยห่อพกออกจากวัดไปทันที เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวสร้อยหลุดหายจึงกลับขึ้นไปหาบนศาลา ก็ทราบเรื่องดังกล่าวจากเด็กชายสมชายและเด็กชายปรีชาจึงตามไปที่เรือที่จำเลยที่ ๑ อาศัยจอดอยู่หน้าวัดนั้น พบเด็กชายสมทรงเด็กชายสมทรงว่าสายสร้อยให้จำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ผู้เสียหายตามไปหาจำเลยที่ ๑ พูดขอสร้อยคืนจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น จึงวินิจฉัยว่าเด็กชายสมทรงเก็บสร้อยได้แล้วชูให้เพื่อนดูเป็นทำนองอวดเพื่อน เมื่อผู้เสียหายสอบถามก็รับว่าเก็บสร้อยได้ หาได้ซ่อนเร้นปิดบังแต่อย่างใดไม่ยังไม่พอฟังว่าเด็กชายสมทรงได้ยึดถือหรือเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้โดยเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิด สำหรับจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเด็กชายสมทรงเก็บสร้อยได้แล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ นำไปมอบให้จำเลยที่ ๑ เป็นเวลากระชั้นชิดติดพันกัน

ถือว่าสร้อยนั้นยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย การที่เด็กชายสมทรงเก็บทรัพย์นั้นได้ มิได้ทำให้ความยึดถือของผู้เสียหายขาดตอนไป ขณะนั้นจำเลยที่ ๑ ก็อยู่ที่ข้างศาลาและบนศาลาไม่มีคนอื่นนอกจากคณะกลองยาว จำเลยที่ ๑ น่าจะทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ที่มาในคณะกลองยาว เมื่อจำเลยที่ ๑ รับสร้อยจากจำเลยที่ ๒ แล้วเอาห่อพกออกจากวัดไปทันที แสดงว่าจำเลยที่ ๑ คงหวาดเกรงว่าเจ้าทรัพย์อาจติดตามมาเอาคืนได้ การที่จำเลยที่ ๑ เอาทรัพย์นั้นไปโดยรู้ว่าไม่ใช่ทรัพย์ของตนในลักษณะดังนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต้องด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๒ อายุเพียง ๑๓ ปี เมื่อรับสร้อยจากเด็กชายสมทรงแล้วก็เอาไปให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาทันทีตามวิสัยของเด็กผู้อยู่ใกล้ชิดมารดาในขณะนั้นไม่มีเจตนาที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้โดยทุจริต จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีความผิดสถานใด

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๖ เดือน แต่จำเลยเป็นหญิงยังมีบุตรเล็ก ๆ อยู่ในความเลี้ยงดู และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ตามพฤติการณ์แห่งคดีสมควรให้โอกาส จำเลยกลับตนสักครั้งหนึ่ง จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๔๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้องพ้นข้อหาไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย รชตะนันทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · สรรเสริญ ไกรจิตติ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายปลื้ม โชติษฐยางกูร
ศาลอุทธรณ์ - นายสนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้