Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17432/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การจะพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือในสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากนั้นได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ ซึ่งในมาตรา 4 วรรคสาม ได้กำหนดตัวอย่างของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในการชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ เป็นเพียงบทสันนิษฐานในกรณีเป็นที่สงสัยเท่านั้น แต่ถ้ามีการตกลงหรือมีพฤติการณ์อย่างชัดแจ้งว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ทั้งหมดก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไม่ได้ ลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันโดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่ ดังนั้นเมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงอย่างชัดแจ้งตามสัญญากู้เงินว่าในกรณีที่ผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ โจทก์จึงชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนคืนแก่จำเลยก่อนกำหนดโดยที่จำเลยไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ต้องการคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จึงต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดแก่จำเลยตามสัญญากู้ โดยจำเลยมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการได้ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ข้อ 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญากู้เงินและธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยจากโจทก์ได้ การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 57,222 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 57,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญากู้เงิน 2,850,000 บาท จากจำเลยซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันการชำระหนี้ และจะผ่อนชำระคืนภายใน 360 เดือน โจทก์ตกลงให้จำเลยคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และหากโจทก์ชำระเงินกู้คืนทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์ยอมเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ ตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ผ่อนชำระหนี้แก่จำเลยเรื่อยมา แต่ก่อนจะครบ 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์นำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนให้แก่จำเลยพร้อมค่าธรรมเนียมจำนวน 57,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงตามสัญญาที่ระบุว่า หากโจทก์ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนแก่จำเลยภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ในข้อแรกว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคสอง ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ประกอบพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 4 ในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ผู้กู้มีภาระต้องคืนต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินในอัตราที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนดภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือในสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ และในมาตรา 4 วรรคสาม

ได้กำหนดตัวอย่างของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในการชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ เป็นเพียงบทสันนิษฐานในกรณีเป็นที่สงสัยเท่านั้น กล่าวคือ ใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีข้อตกลงหรือพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้ก่อนกำหนดอย่างชัดแจ้งเท่านั้น ถ้ามีการตกลงกันหรือมีพฤติการณ์อย่างชัดแจ้งว่า ลูกหนี้จะชำระหนี้ทั้งหมดก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไม่ได้

ลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันโดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงอย่างชัดแจ้งตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 ประกอบข้อ 1 ช. ว่า ในกรณีที่ผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) ในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ โจทก์จึงชำระหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนคืนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกโดยที่จำเลยไม่ยินยอมหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ต้องการคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยก่อนกำหนดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก โจทก์จึงต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดแก่จำเลย

ส่วนปัญหาการเรียกเก็บค่าบริการของธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอื่น ๆ นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 4 กล่าวคือ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้ไว้ใน (3) และธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือแจ้งจำเลยเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ลูกค้า

แสดงให้เห็นว่า นอกจากดอกเบี้ยแล้วจำเลยยังมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าบริการได้อีก และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยจากโจทก์ได้ การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนด จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า จำเลยกำหนดข้อตกลงให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมและเกินสมควรแก่กรณี

เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินโจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยจนครบภายในกำหนด 360 เดือน ซึ่งเท่ากับ 30 ปี นับเป็นเวลาชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดที่ยาวนานอันเป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้ ส่วนเรื่องเวลาที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรก ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งในหกของกำหนดชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนในอัตราค่าธรรมเนียมเพียงร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติที่จำเลยเรียกจากโจทก์ นับว่าเป็นข้อตกลงที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีแล้ว โจทก์อุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง

ๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์ โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สามารถคิดเบี้ยปรับได้เฉพาะกรณีไถ่ถอนสินเชื่อที่อยู่อาศัยก่อนกำหนดทั้งจำนวน เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น (Prepayment Fee) เท่านั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 80/2551โจทก์ชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนและไถ่ถอนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอกไม่ใช่เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น จำเลยจึงเรียกเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมจากโจทก์ไม่ได้ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังจากยกเลิกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ.2505 และประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยและชำระคืนเงินกู้ทั้งจำนวนแก่จำเลยแล้ว จึงนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ ดังนั้นข้อตกลงตามสัญญาที่ระบุว่า หากโจทก์ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนแก่จำเลยภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์เบิกใช้เงินกู้ครั้งแรกโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมคืนเงินกู้ก่อนกำหนดในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัส ติงสมิตร · ธีระพงศ์ จิระภาค · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสมชาย ขานสระน้อย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3069/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ10895/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3124/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2563

คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นให้สืบพยานไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อในการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้