Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดซึ่งโจทก์ได้มาโดยเป็นมรดกของบิดา ต่อมาระหว่างโจทก์เป็นผู้เยาว์ มารดาโจทก์ได้ขายที่ดินทั้งแปลงให้แก่จำเลย จำเลยได้เข้าครอบครองแล้ว เมื่อมารดาขายส่วนของโจทก์ไปโดยไม่มีอำนาจ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอ แต่ถ้าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เสียแล้ว อำนาจติดตามเอาคืนของโจทก์ก็ย่อมหมดไปแม้การซื้อขายที่ดินระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยจะมิได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(1)(เดิม) ไม่ผูกพันโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายเยื่อนางแบ๊ง นายเยื่อถึงแก่กรรมที่ดินโฉนดที่ 1203 ตกเป็นของนางแบ๊งครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่บุตร 6 คนรวมทั้งโจทก์ เมื่อ พ.ศ. 2507 นางแบ๊งขายที่ดินให้จำเลย โจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมเนื่องจากมีอายุเพียง 9 ปี ขณะนี้โจทก์มีอายุครบ 20 ปีแล้ว เห็นว่าการซื้อขายเป็นการสมยอมกัน โดยจำเลยซึ่งเป็นน้าสะใภ้ของโจทก์รู้ดีว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของ การซื้อขายไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่จำเลยซื้อไปโจทก์ต้องเสียหายขาดประโยชน์ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าว ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิเฉพาะส่วน โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน

หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน และให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยให้การว่า นางแบ๊งเป็นเจ้าของที่ดินแต่ผู้เดียว จำเลยซื้อด้วยความบริสุทธิ์เงินที่นางแบ๊งได้รับไปใช้เลี้ยงดูโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินไปและไม่มีสิทธิเรียก เพราะจำเลยเป็นบุคคลภายนอก ได้ซื้อโดยมีค่าตอบแทน จำเลยครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ก่อนสืบพยาน จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเยื่อนางแบ๊ง โจทก์ยอมรับว่าที่ดินโฉนดที่ 1203 เดิมมีชื่อนางแบ๊งแต่ผู้เดียวโดยได้รับมรดกจากนายก๊กบิดานางแบ๊งได้ไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโดยชอบและมีค่าตอบแทน จำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปี

ส่วนค่าเสียหายขอคิดจากกันเป็นเงิน 1,786 บาททั้งสองฝ่าย ขอให้ศาลวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องสืบพยานศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์รับว่าการซื้อขายถูกต้องตามกฎหมายแล้วจึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามฟ้อง จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1203 โจทก์ได้มาโดยเป็นมรดกตกทอดจากนายเยื่อบิดา ต่อมาในระหว่างที่โจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ นางแบ๊งได้จดทะเบียนขายที่ดินรวมทั้งส่วนพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยซื้อแล้วได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของกว่า 10 ปีแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยรับซื้อที่พิพาทเป็นการซื้อขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(1) โดยชัดแจ้ง การซื้อขายจึงไม่ผูกพันโจทก์ และฟังได้ว่าจำเลยซื้อโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิติดตามเอาที่พิพาทคืนได้ตามมาตรา 1336 เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นเรื่องใช้สิทธิติดตามเอาที่ดินคืนเมื่อได้ความว่านางแบ๊งเอาที่ดินส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไปขายให้จำเลยโดยไม่มีอำนาจ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอ แต่ถ้าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามมาตรา 1382 เสียแล้ว อำนาจติดตามเอาคืนของโจทก์ก็ย่อมหมดไป เรื่องนี้แม้จะฟังว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างนางแบ๊งกับจำเลยมิได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 1546(1)(เดิม)

ไม่ผูกพันโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ตามมาตรา 1382 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยนั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พยนต์ ยาวะประภาษ · ผสม จิตรชุ่ม · สุทิน เลิศวิรุฬห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้