Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยมิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระเงินครบถ้วน โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าเพราะเหตุใดคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จองเพื่อเช่าพื้นที่ในโครงการลพบุรีอินน์ พลาซ่า ของจำเลยที่ 1 โดยวางมัดจำไว้เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจองเพื่อเช่าพื้นที่ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการประเภทคอฟฟี่คอนเนอร์ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ตกลงจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 648,000 บาท โดยชำระเป็นเงินดาวน์จำนวน 194,400 บาท (รวมเงินจองจำนวน 10,000 บาท ด้วยแล้ว) แบ่งชำระเป็นรายงวด ส่วนเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือจำนวน 453,600 บาท จะชำระให้ในวันโอนสิทธิการเช่าหรือในวันทำสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว และทวงถามให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบพื้นที่เช่า แต่จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนกำหนดการส่งมอบพื้นที่เช่าออกไปต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 หยุดก่อสร้างอาคารส่วนที่โจทก์จองเช่าพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งสาเหตุให้โจทก์ทราบ

ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 194,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่โจทก์ชำระในแต่ละงวดคำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 122,482.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 316,882.49 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 หรือจำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ แต่โจทก์เพิกเฉย อ้างว่าหากดำเนินกิจการไปก็ขาดทุน จำเลยที่ 1 ไม้ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างคืนพร้อมดอกเบี้ยประกอบกับฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระเงินครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 316,882.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 194,400 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบมัดจำที่โจทก์วางไว้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยมิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์ว่า

ขณะจำเลยที่ 1 ทำสํญญากับโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสภาพเป็นบริษัทจำกัด นิติกรรมที่ทำกับโจทก์จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสภาพเป็นบริษัทจำกัด จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการต่อไปว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องราวอายุความเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระครบถ้วน โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่า เพราะเหตุใดคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้