Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกผู้เสียหายยิง แล้วได้ไปแจ้งความต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนัน การที่จำเลยที่ 2 เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อตกลงเลิกคดีกัน และจำเลยที่ 1 ก็ได้พูดกับผู้เสียหายเป็นทำนองไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกันนั้น ดังนี้จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 148, 337

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกำนัน ได้บังอาจร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรธรรมดา เรียกนายฉ่ำ ปิ่นแก้ว ไปพบที่บ้านจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองได้กล่าวหาว่านายฉ่ำใช้อาวุธปืนยิง พยายามฆ่าจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งร่วมกับจำเลยที่ 2 บังคับให้นายฉ่ำให้หาเงินให้ 4,000 บาท มามอบให้ แล้วจำเลยจะปล่อยตัวไปถ้าไม่ให้เงินก็จะส่งไปดำเนินคดี นายฉ่ำกลัวจึงตกลงให้เงินจำเลยไป 2,700 บาท แล้วจำเลยทั้งสองจึงปล่อยตัวนายฉ่ำไปขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 148, 310, 337จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 148 แต่เฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ลดโทษแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 สามปีสี่เดือนจำเลยที่ 2 สองปีหนึ่งเดือนยี่สิบวันจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

จำเลยที่ 2 ถูกผู้เสียหายยิง แล้วไปแจ้งความต่อจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อตกลงเลิกคดีนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิด เพราะไม่มีเจตนาทุจริต ตามนัยฎีกาที่ 426/2482 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดโจทก์ นายจอม ลาขุนเหล็ก กับพวก จำเลยทั้งจำนวนเงินที่เรียกร้องและที่ตกลงยินยอมให้กัน ก็ไม่เกินสมควรกับที่จำเลยที่ 2ต้องเสี่ยงกับความตายและได้รับบาดเจ็บและจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาทุจริตที่จะบังคับขู่เข็ญตามฟ้องโจทก์แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดเช่นกัน พิพากษากลับ (ที่ถูกต้องเป็นแก้) คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้น

ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบร่วมกันทำการขู่เข็ญขืนใจผู้เสียหายแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันได้พูดกับผู้เสียหายว่าถ้าไม่ยอมให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ก็จะส่งไปอำเภอจะต้องเสียเงินมากกว่านี้นั้น หาใช่คำขู่เข็ญแต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยอาจเห็นว่าถ้าผู้เสียหายตกลงกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ก็ต้องส่งตัวผู้เสียหายไปอำเภอซึ่งจำเลยที่ 1 คิดว่าถ้าเรื่องดำเนินต่อไปผู้เสียหายจะสิ้นเปลืองเงินมาก จึงได้พูดเป็นทำนองไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกันก็ได้ ส่วนคดีสำหรับตัวจำเลยที่ 2 นั้น ตามพฤติการณ์ที่ได้ความในเวลานั้น ผู้เสียหายก็เข้าใจว่าบาดแผลของจำเลยที่ 2 นั้น คงเนื่องมาจากอาวุธปืนของผู้เสียหาย ในฐานที่จำเลยที่ 2 ถูกยิงมีบาดเจ็บ

จำเลยจึงขอให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหาย แล้วจำเลยจะไม่เอาความ เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายต่อรองกัน แม้จำเลยจะพูดว่า ถ้าไม่ยอมให้เงินแล้ว จำเลยจะขอให้ส่งตัวผู้เสียหายไปอำเภอ ซึ่งตามรูปเรื่องก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเพื่อดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หาใช่เรื่องแกล้งกล่าวหาเพื่อจะขู่กรรโชกเอาเงินจากผู้เสียหายแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาทุจริตนั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 700 บาท แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้มีเจตนาทุจริตร่วมกันขู่เข็ญเอาเงินจากผู้เสียหายนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 หาได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 ดังโจทก์ฎีกาขึ้นมาไม่ กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเงินจำนวนนี้แต่อย่างใดเลยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศริ มลิลา · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้