Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1728/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะตกลงซื้อขายที่ดินกันโจทก์ร่วมรู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็นนายหน้าขายที่ดินเท่านั้น แสดงว่า โจทก์ร่วมซึ่งประกอบอาชีพจัดสรรบ้านและที่ดินขายย่อมทราบว่าผู้ทำธุรกิจเป็นนายหน้านำที่ดินของบุคคลอื่นมาเสนอขายย่อมต้องการบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนทั้งเมื่อโจทก์ร่วมตกลง ซื้อที่ดินแล้วโจทก์ร่วมก็ไม่ได้พบเจ้าของที่ดินเลยนั้นก็ไม่เป็น การผิดปกติที่จะฟังว่าเป็นการปกปิดหลอกลวงโจทก์ร่วม เพราะจำเลยอาจต้องการผลต่างของราคาที่ดินเป็นกำไร อีกส่วนหนึ่งจากการขายที่ดินก็เป็นได้ ทั้ง ท.และอ. เจ้าของที่ดินก็รับว่าได้รับเงินมัดจำที่โจทก์ร่วมมอบผ่านจำเลย มาให้ตนแล้ว นอกจากนี้ก่อนที่โจทก์ร่วมจะตกลงซื้อที่ดิน โจทก์ร่วมได้ไปดูที่ดินกับจำเลยแล้วด้วย ดังนั้น การที่ โจทก์ร่วมนำหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินไปตรวจแล้ว ปรากฏว่าชื่อผู้ถือสิทธิครอบครองไม่ใช่ ท.กับอ. ก็ดีหรือต่อมาภายหลังเมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินได้ตรวจสอบแล้วไม่อาจที่จะออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน์เพื่อโอนขายให้แก่โจทก์ร่วมได้ตามที่ตกลงกันก็เป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเป็นไปตามที่ตกลงกันเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยรับเงินจากโจทก์ร่วมเพื่อนำไปให้เจ้าของที่ดินจำนวน 600,000 บาทนั้นจำเลยได้ทำหลักฐานการรับเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน และเมื่อโจทก์ร่วมขอเงินคืน จำเลยก็รับว่าจะคืนให้ แต่ขอเลื่อนเวลาออกไปก่อน พฤติการณ์เช่นนี้จึงเป็น เรื่องผูกพันกันในทางแพ่งว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิดสัญญาคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่ง ควรบอกให้แจ้ง อันจะเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามฟ้องโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายไพศาล การุณรังษี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ร่วมซื้อที่ดินทั้งสองแปลงนั้นโจทก์ร่วมและนายอดุลย์ หมู่พยัคฆ์ เบิกความถึงฐานะของจำเลยว่าจำเลยเป็นนายหน้าขายที่ดินเท่านั้น โดยโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะตกลงซื้อขายที่ดินกันโจทก์ร่วมรู้ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของแต่เป็นนายหน้าขายที่ดินทั้งสองแปลง ดังนี้ แสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งประกอบอาชีพจัดสรรบ้านและที่ดินขายย่อมทราบว่าผู้ทำธุรกิจเป็นนายหน้านำที่ดินของบุคคลอื่นมาเสนอขายย่อมต้องการบำเหน็จเป็นค่าตอบแทน ทั้งเมื่อโจทก์ร่วมตกลงซื้อที่ดินแล้วตามที่โจทก์ร่วมเบิกความว่าโจทก์ร่วมไม่ได้พบเจ้าของที่ดินตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย

จ.5 และ จ.6 เลยนั้น ก็ไม่เป็นการผิดปกติที่จะให้ฟังว่าจะเป็นการปกปิดหลอกลวงโจทก์ร่วม เพราะจำเลยอาจต้องการผลต่างของราคาที่ดินเป็นกำไรอีกส่วนหนึ่งจากการขายที่ดินก็เป็นไปได้นอกจากนี้จำเลยนำสืบว่าเจ้าของที่ดินคือนายทองใบ กิจจาและนายเอนก ยังแหยม โดยนายเอนกได้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยยืนยันว่านายทองใบและนายเอนกซื้อที่ดินมาจากนายถวิล โตจีน และนายกระแส กลิ่นนิ่ม ไร่ละ 21,000 บาท วางมัดจำไว้ 20,000 บาท แล้วให้นายสุนทร ชลประทินนำไปเสนอขาย ต่อมาประมาณ 1 เดือน นายสุนทรก็มาบอกว่าขายให้โจทก์ร่วมได้ไร่ละ 25,000 บาท ทั้งยังเบิกความรับว่าได้รับเงินไว้ 600,000 บาทแล้วด้วย ซึ่งเกี่ยวกับนายทองใบและนายเอนกนั้นได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 ว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้เรียกนายทองใบและนายเอนกไปสอบปากคำเป็นพยานไว้ แต่โจทก์มิได้นำนายทองใบและนายเอนกมาเบิกความเป็นพยานและมิได้ส่งคำให้การของนายทองใบและนายเอนกในชั้นสอบสวนเป็นพยานเอกสารเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่าโจทก์ร่วมไม่เคยพบเจ้าของที่ดินเลยตลอดเวลาที่จำเลยติดต่อเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน

นอกจากนี้ก่อนที่โจทก์ร่วมตกลงซื้อที่ดินโจทก์ร่วมเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่าได้ไปดูที่ดินกับจำเลยแล้ว ซึ่งจำเลยได้นำสืบว่าโจทก์ร่วมได้นำเสาปูนซิเมนต์ไปปักในที่ดินไว้ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 โดยในวันดังกล่าวนายเอนกและนายทองใบก็ไปด้วยโจทก์ร่วมยังได้พบนายถวิลและนายกระแสเจ้าของที่ดินเดิมโดยโจทก์ร่วมได้สอบถามถึงค่าที่ดินที่นายเอนกและนายทองใบค้างชำระนายถวิลและนายกระแสด้วย ที่โจทก์ร่วมอ้างว่าจำเลยได้เสนอขายที่ดินโดยโจทก์ร่วมไม่เคยพบเจ้าของที่ดินจึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมนำหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ที่ดินทั้งสองแปลงไปตรวจปรากฏว่าชื่อผู้ถือสิทธิครอบครองไม่ใช่นายทองใบและนายเอนกก็ดี หรือต่อมาภายหลังเมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินได้ตรวจสอบแล้วไม่อาจที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เพื่อโอนขายให้แก่โจทก์ร่วมได้ตามที่ตกลงกันโดยโจทก์ร่วมเบิกความว่า

เมื่อตกลงซื้อที่ดินกันนั้นจำเลยรับรองว่าออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โอนขายให้โจทก์ร่วมได้ แต่เมื่อถึงวันที่ตกลงกันไว้ไม่สามารถที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่โจทก์ร่วมได้ก็ดี ก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามตกลงกันเท่านั้นเมื่อพิจารณาประกอบว่าในการที่จำเลยรับเงินจากโจทก์ร่วม600,000 บาท นั้นจำเลยได้ทำหลักฐานการรับเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน ทั้งจำเลยและนายเอนกก็เบิกความรับว่าได้รับเงินไปจากโจทก์ 600,000 บาทจริง ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมก็ไม่ได้ความตอนไหนเลยว่าจำเลยบิดพลิ้วว่ามิได้รับเงินไปจากโจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมยังเบิกความอีกว่า เมื่อโจทก์ร่วมขอเงินคืนจำเลยก็รับว่าจะคืนให้แต่ขอเลื่อนเวลาออกไปเช่นนี้

พฤติการณ์ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นเรื่องผูกพันกันในทางแพ่งเท่านั้นว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิดสัญญาคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง อันเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามฟ้องโจทก์ดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้