Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ต้องกระทำการไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 และอยู่ในครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 75 และ 1144 เมื่อจำเลยที่ 2 ไปทำสัญญาโอนขายกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ 1 และบรรดาผู้ถือหุ้นก็ไม่เคยประชุมใหญ่อนุมัติให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาโอนขายได้ และสัญญานั้นจะโอนขายหุ้นทั้งหมดให้แก่โจทก์โดยมิได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนี้ สัญญาโอนหุ้นและกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1ที่จำเลยที่ 2 กระทำไปนั้นจึงไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาในฐานะผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกผูกพันที่จะโอนหุ้นและส่งมอบกิจการของบริษัทให้แก่โจทก์ด้วย สัญญามีใจความเพียงว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงโอนขายหุ้นของผู้ถือหุ้นทั้งหมดและรับรองว่าจะจัดให้ผู้ถือหุ้นเดิมลงชื่อโอนให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน การทำสัญญาดังนี้ ยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นจะนำมาตรา 1129 มาบังคับหาได้ไม่ จึงไม่อาจถือว่าข้อตกลงนี้เป็นโมฆะตามมาตราดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายหุ้นและกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1แก่โจทก์โดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำแทนบริษัทจำเลยที่ 1เมื่อบริษัทจำเลยที่ 1 มิได้ให้สัตยาบันแก่การที่จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาและตามข้อเท็จจริงก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาโดยปราศจากอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์โดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823, 1167 ตามคำบรรยายฟ้องและสำเนาหนังสือสัญญาท้ายฟ้อง โจทก์กล่าวว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามแทนบริษัทจำเลยที่ 1 โดยแสดงให้ปรากฏในสัญญาว่าจำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทและได้รับมอบอำนาจจากที่ประชุมของผู้ถือหุ้นแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยด้วยกันกับจำเลยที่ 1เช่นนี้ พอให้ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 ด้วยในเมื่อไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์รับซื้อกิจการเดินรถของจำเลยเพื่อดำเนินการเดินรถรับส่งคนโดยสาร เมื่อจำเลยไม่มอบกิจการให้ โจทก์ย่อมไม่ได้รับผลประโยชน์อันควรจะได้ นับว่าเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา แม้โจทก์จะนำสืบแสดงจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้แน่นอนว่าเป็นจำนวนเท่าใด ศาลย่อมกำหนดจำนวนเงินให้จำเลยชดใช้โจทก์ตามที่เห็นสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่อาจโอนหุ้นและกิจการเดินรถให้แก่โจทก์ได้จึงต้องคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์ และจะต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยผิดสัญญา เพราะไม่มีสิทธิจะเอาเงินไว้ และถือว่าผิดนัดมาตั้งแต่นั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ลงมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒เป็นกรรมการและผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ แต่เพียงคนเดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๑ ทำกิจการทั้งหลายแทนบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๐๘ จำเลยได้ตกลงทำสัญญาขายหุ้นทั้งหมด ใบอนุญาตสัมปทานการเดินรถ รถยนต์โดยสาร๗ คัน และกิจการเดินรถสาย ๓๕ ของบริษัทจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์ เป็นเงิน๔๖๕,๐๐๐ บาท โดยจำเลยสัญญาว่าจะส่งมอบกิจการเดินรถในวันทำสัญญา แต่ในทางปฏิบัติได้ตกลงกันให้โจทก์รับมอบกิจการในวันที่ ๑เมษายน ๒๕๐๘ โจทก์ได้ชำระเงิน ๖๕,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา

ครั้นถึงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๘ จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนหุ้นทั้งหมดให้โจทก์ ไม่ยอมส่งมอบเอกสาร สมุดบัญชี และรถยนต์ให้ไม่ยอมให้โจทก์เข้าดำเนินการรับส่งคนโดยสาร เก็บผลประโยชน์รายได้และยังไม่จดทะเบียนการโอนหุ้นและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โจทก์เตือนแล้ว จำเลยเพิกเฉย และจำเลยได้ขายกิจการเดินรถให้แก่บุคคลอื่นขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบกิจการเดินรถสาย ๓๕ โอนหุ้นทั้งหมดส่งมอบรถยนต์ ๗ คัน มอบสรรพเอกสารและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่โจทก์แล้วให้จำเลยรับเงินจากโจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่สามารถมอบและโอนให้ได้ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย หากไม่สามารถส่งมอบกิจการและทรัพย์สินรับโอนหุ้นให้

ก็ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน ๖๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้จัดการของจำเลยที่ ๑จำเลยที่ ๑ ไม่เคยตกลงทำสัญญาขายหุ้นทั้งหมดและขายใบอนุญาตสัมปทานให้โจทก์ หากจำเลยที่ ๒ จะได้ทำสัญญากับโจทก์ ก็ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ เพราะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ขัด ต่อกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท จำเลยที่ ๑ ไม่เคยรับเงินจากโจทก์จึงไม่มีหน้าที่คืนเงิน จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑มิได้เป็นกรรมการผู้จัดการตามฟ้อง กรรมการผู้จัดการคือนางสาวนวลฉวีบานเย็น และจำเลยที่ ๒ หรือนายชูศักดิ์ บานเย็น คนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ โดยต้องประทับตราด้วย

จำเลยที่ ๒ได้ทำสัญญาตามฟ้องจริง แต่มีข้อความไม่ตรงกับความจริงบางประการเช่น ระบุว่าจำเลยได้รับมอบอำนาจจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว ความจริงไม่ได้รับมอบที่ระบุว่าได้ชำระเงินในวันทำสัญญา ๖๕,๐๐๐ บาทนั้นความจริงผู้ซื้อมอบเงินสดให้เพียง ๑๕,๐๐๐ บาท อีก ๕๐,๐๐๐ บาทออกเช็คให้ ต่อมาโจทก์มาขอร้องว่าอย่าเพิ่งนำเช็คนั้นเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๘ ให้รอไว้จนกว่าจะส่งมอบกิจการเดินรถให้เสร็จก่อน จำเลยจึงเชื่อว่าโจทก์ไม่สุจริต ทำการฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญา สัญญาจึงเป็นโมฆียะ ครั้นวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๘โจทก์มาขอให้จำเลยส่งมอบกิจการเดินรถ จำเลยที่ ๒ ได้ทวงเงินตามเช็คโจทก์ไม่จ่ายเงินให้ จึงเป็นการผิดสัญญา

จำเลยที่ ๒ จึงไม่ยอมส่งมอบกิจการเดินรถให้ และได้บอกเลิกสัญญา ให้โจทก์รับเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยเช็ค ๕๐,๐๐๐ บาทคืนไป แต่โจทก์เพิกเฉย เมื่อโจทก์บิดพลิ้วผิดสัญญา จำเลยที่ ๒ จึงจำเป็นต้องโอนหุ้นของจำเลยที่ ๒ ให้ผู้อื่น บัดนี้จำเลยที่ ๒ และผู้ถือหุ้นบางคนได้โอนหุ้นให้ผู้อื่น เป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกิจการ ค่าเสียหายตามฟ้องไม่เป็นความจริง โจทก์ขอให้เรียกนายเชวง ยังสุข นายจิตต์ พงษ์เลื่องธรรมนายธนะผล เอกตระกูล และนายถม คงเจริญ เข้ามาเป็นจำเลยด้วยโดยอ้างว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันโอนหุ้นและกิจการบริษัทจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลอนุญาต จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด

ๆ กับโจทก์จำเลยได้รับซื้อหุ้นบริษัทจำเลยที่ ๑ จากจำเลยที่ ๒ คนละ ๙๐ หุ้นได้จ่ายเงินและทำสัญญาโอนจดทะเบียนการโอนโดยสุจริต หากโจทก์จะได้ตกลงรับซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ จากผู้ใด การโอนหุ้นก็ไม่มีการจดทะเบียนไว้ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้ จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ให้การว่า จำเลยซื้อหุ้นจากนางสาวฉวี บานเย็นและจำเลยที่ ๒ โดยสุจริต ได้จ่ายเงินและจดทะเบียนโอนกันถูกต้องตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามฟ้องโจทก์มุ่งประสงค์จะให้บริษัทจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับผิดตามสัญญาเพียงคนเดียว หาได้ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๒ รับผิดเป็นส่วนตัวไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อแทนบริษัทจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓, ๔, ๕และ ๖ ที่เข้ามาร่วมถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ หาได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ไม่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ ๒ ทำสัญญากับโจทก์โดยไม่ปรึกษาหารือรับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นเสียก่อนให้ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ ๑ สัญญาที่ทำไว้จึงไม่มีผลบังคับจำเลยที่ ๒ ทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ ๑จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องให้ชัดแจ้งเพื่อให้จำเลยที่ ๒ รับผิดเป็นส่วนตัว เพียงแต่ขอรวมมาว่าให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น จะบังคับให้จำเลยที่ ๒ รับผิดยังไม่ได้ บริษัทจำเลยที่ ๑รับเงินสดจากโจทก์เพียง ๑๕,๐๐๐ บาท อีก ๕๐,๐๐๐ บาทจ่ายเป็นเช็คบริษัทจำเลยที่ ๑ ชอบที่จะคืนให้โจทก์ เรื่องค่าเสียหายโจทก์ยังไม่ได้เข้าไปจัดการเก็บผลประโยชน์ เป็นแต่สิทธิในความหวัง

ห่างไกลเกินกว่าเหตุโจทก์จึงไม่เสียหาย ข้อที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าหน้าดินนั้นไม่เชื่อว่าโจทก์เช่าที่ดินไว้เพื่อเป็นอู่เก็บรถของสายการเดินรถบริษัทจำเลยที่ ๑จะเรียกร้องเป็นค่าเสียหายไม่ได้ พิพากษาให้บริษัทจำเลยที่ ๑ คืนเงิน๑๕,๐๐๐ บาทและเช็คให้โจทก์ กับชำระดอกเบี้ยในเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทนับแต่วันทำสัญญา คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์จ่ายเงินกับเช็คให้จำเลยที่ ๒ พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ ๒ คืนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทกับเช็คให้โจทก์โดยไม่ต้องใช้ดอกเบี้ย และยกฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ มีกรรมการคือจำเลยที่ ๒ นางสาวฉวีบานเย็น นายชูศักดิ์ บานเย็น และจดทะเบียนอำนาจกรรมการว่าจำเลยที่ ๒หรือนายชูศักดิ์คนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ ๑ ได้ แต่ต้องประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๑ ด้วย เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๐๘จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาโอนขายหุ้นและกิจการเดินรถยนต์โดยสารสาย ๓๕ ในราคา ๔๖๕,๐๐๐ บาท เห็นว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล มีสิทธิและหน้าที่ภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๙ จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ ๑ ก็ต้องกระทำการไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ ๑และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้น ตามมาตรา ๗๕และ ๑๑๔๔ สัญญาโอนขายหุ้นและกิจการเดินรถซึ่งจำเลยที่ ๒ ทำกับโจทก์นั้นอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๑ ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ และบรรดาผู้ถือหุ้นไม่เคยประชุมใหญ่อนุมัติให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาโอนขายกิจการของบริษัทจำเลยที่ ๑ การโอนหุ้นให้แก่โจทก์ก็มิได้รับอนุมัติโดยเสียงเห็นด้วย ๓ ใน ๔ จากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ ๑ สัญญานี้จึงไม่ผูกพันบริษัทจำเลยที่ ๑ เมื่อสัญญาขายหุ้นทั้งหมดและกิจการเดินรถรายนี้จำเลยที่ ๒ได้ทำสัญญาในฐานะผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ หาได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ด้วยไม่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงไม่ถูกผูกพันที่จะโอนหุ้นทั้งหมดและส่งมอบกิจการเดินรถให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนหุ้นนี้เป็นโมฆะตามมาตรา ๑๑๒๙ นั้น เห็นว่า ตามสัญญามีใจความเพียงว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ตกลงโอนขายหุ้นทั้งหมดให้แก่โจทก์ภายใน ๑๕ วันเท่านั้น การทำสัญญาฉบับนี้ยังมิใช่เป็นการดำเนินการโอนหุ้น จึงนำมาตรา ๑๑๒๙ มาบังคับหาได้ไม่ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายและเรียกเงินคืนจากจำเลยนั้น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาที่ตกลงไว้ว่าจะขายหุ้นทั้งหมดกับกิจการเดินรถให้โจทก์ แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ถึงที่ ๖ แล้ว จำเลยเหล่านี้ก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่ฝ่ายจำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญานั้น กับการคืนเงินด้วย เฉพาะจำเลยที่ ๒ นั้น แม้จะปรากฏว่าได้ทำสัญญาขายหุ้นและกิจการเดินรถให้แก่โจทก์โดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำแทนบริษัทจำเลยที่ ๑เมื่อบริษัทจำเลยที่ ๑ มิได้ให้สัตยาบันแก่การที่จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาและตามข้อเท็จจริงก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รู้อยู่ว่าจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาโดยปราศจากอำนาจ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์โดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓, ๑๑๖๗ ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้น ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจะต้องรับผิดต่อโจทก์โดยลำพังตนเองแล้ว มีปัญหาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมุ่งหมายจะให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ ๒ โดยลำพังด้วยหรือไม่ ปรากฏว่าตามคำบรรยายฟ้องและสำเนาหนังสือสัญญาท้ายฟ้อง โจทก์กล่าวว่าบริษัทจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากับโจทก์ และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงนามแทนบริษัทจำเลยที่ ๑ โดยแสดงให้ปรากฏในสัญญาว่า จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทและได้รับมอบอำนาจจากที่ประชุมของผู้ถือหุ้นแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง เช่นนี้ พอให้ถือได้แล้วว่า โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ ๒ ด้วย ในเมื่อไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยที่ ๑ ได้ ในเรื่องค่าเสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์รับซื้อกิจการเดินรถรายนี้ก็เพื่อจะดำเนินการเดินรถรับส่งคนโดยสาร เมื่อจำเลยไม่มอบกิจการให้โจทก์ โจทก์ย่อมไม่ได้รับผลประโยชน์อันควรจะได้ นับว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดชดใช้ให้ แต่จำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้โจทก์นำสืบแสดงไม่ได้แน่นอนว่าเป็นจำนวนเท่าใด ศาลได้พิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ให้ ๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนเรื่องเงินที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยคืนให้นั้น ฟังว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยที่ ๒ เป็นเงินสด ๑๕,๐๐๐ บาท และเป็นเช็ค ๕๐,๐๐๐ บาทถึงแม้ว่าใบรับเงินจะลงไว้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับเงิน ๖๕,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ก็ยังนำสืบด้วยพยานบุคคลอธิบายว่าได้รับเป็นเงินสดบางส่วนกับเป็นเช็คบางส่วนได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้รับเงินและเช็คจากโจทก์เป็นการชำระราคาบางส่วนตามสัญญา แล้วผิดสัญญาไม่อาจโอนหุ้นและกิจการเดินรถให้โจทก์ได้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องคืนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทและเช็คที่รับไว้นั้นและเงินที่ต้องใช้คืนนี้ต้องคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยผิดสัญญา เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่มีสิทธิจะเอาเงินของโจทก์ไว้ และถือว่าผิดนัดมาตั้งแต่นั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๔๐,๐๐๐ บาทและให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๒ได้รับชำระไว้นั้น นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธรรม วรรณแสง · จำรูญ โชติรัต · ถนอม ครูไพศาล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายอุทัย ศุภนิตย์
ศาลอุทธรณ์ - นายผล พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้