Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินคนเดิมยอมให้ประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้อุทิศที่ดินตามทางพิพาทให้เป็นสาธารณะโดยปริยายแล้วทางพิพาทจึงเป็นทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิปิดกั้นและไม่มีอำนาจห้ามมิให้ประชาชนใช้สัญจรผ่านไปมา.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาทางและที่สาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2266 แขวงบางจากฝั่งเหนือ เขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร ในที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร อยู่เกือบชิดและขนานไปกับแนวที่ดินด้านทิศตะวันออกซึ่งทางพิพาทดังกล่าวประชาชนใช้ร่วมกันมากว่า 30 ปี โดยจำเลยที่ 1 สละสิทธิ์ในทางพิพาทนั้นและไม่หวงห้ามถือว่าทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางสาธารณะอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินเพื่อประชาชนใช้ร่วมกัน ต่อมาปลายปี 2524 จำเลยที่ 1 ได้ขอแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 9 แปลง ทางพิพาทยังคงติดอยู่ในที่ดินจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 62254 ถึง 62257 รวม 4 แปลง

ต่อมาต้นปี 2527 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่ในที่ดินที่รับโอนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาเดือนมีนาคม 2527 จำเลยทั้งสองได้ปิดกั้นทางพิพาทเพื่อไม่ให้ประชาชนเดินผ่าน ซึ่งโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทออกไปเสียและทำให้ทางพิพาทกลับสู่สภาพเดิมจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2266 เป็นของจำเลยทั้งสองและไม่ใช่ทางสาธารณะใด ๆ จำเลยทั้งสองไม่เคยยินยอมให้ประชาชนใช้เดินผ่านทางพิพาท จำเลยทั้งสองยังคงหวงกรรมสิทธิ์ในทางพิพาทและไม่เคยแสดงเจตนาสละกรรมสิทธิ์หรือยกที่ดินส่วนใดส่วนหนึ่งให้เป็นทางสาธารณะดังฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ปิดกั้นทางสาธารณะและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายบุญช่วย พูลสินากร กำนันท้องที่ซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่เป็นพยานเบิกความว่า ทางพิพาทเป็นทางเดินในสวนกว้างประมาณ 1 เมตรยาวประมาณ 42 เมตร ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4ที่ 6 และที่ 7 ได้ใช้เดินเข้าออกจากหมู่บ้านไปถนนเพชรเกษมมาเป็นเวลากว่า 30 ปี แล้ว โดยไม่มีการหวงห้าม เจ้าของที่ดินก็ใช้ทางดังกล่าวด้วย ต่อจากทางพิพาทไปเป็นทางสะพานไม้ที่ทางกรุงเทพมหานครสร้างขึ้น ซึ่งจุดที่เชื่อมต่อกันได้สร้างเข้ามาในทางพิพาทประมาณ50 เซนติเมตร และทางพิพาทสามารถเดินได้สะดวกไม่ต้องทำสะพานให้สูงขึ้น พยานอยู่ในเขตท้องที่ตลอดมา เป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันย่อมทราบถึงลักษณะสภาพความเป็นมาของทางพิพาทเป็นอย่างดี และไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องเสียประโยชน์ไป

นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายบุญเหลือ เครือไชย นายทอง บำรุงนิช นายจำรัส เขียวแก่นายบุญนาค เขียวแก่ และนางยุพิน แดงไพโรจน์ ผู้ใช้ทางพิพาทเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้ใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกอยู่เป็นประจำติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีจำเลยทั้งสองไม่เคยหวงห้ามแต่อย่างใด จนกระทั่งปี 2527 ได้มีถนนลาดยางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2ทางด้านทิศตะวันตกออกสู่ถนนเพชรเกษม แต่ทางพิพาทอยู่ทางด้านทิศตะวันออก จำเลยทั้งสองจึงปิดทางพิพาทเสีย ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยหวงห้ามการใช้ทางพิพาทและถ้าไม่มีทางใหม่แล้วจำเลยทั้งสองย่อมจะไม่ปิดกั้นทางพิพาทและยอมให้ประชาชนใช้ได้ตลอดไป โดยไม่มีการหวงห้าม ปรากฏว่าประชาชนที่ใช้ทางพิพาทเดินเข้าออกมีจำนวนมากและหลายหมู่บ้านด้วยกัน

เท่าที่ร้องเรียนกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปิดทางพิพาทตามหนังสือเอกสารหมายจ.8 ก็มีอยู่ถึง 70 คน โดยกล่าวระบุว่าได้ใช้ทางพิพาทเดินกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งความข้อนี้จำเลยทั้งสองและพยานของจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าเป็นความจริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบการที่จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินคนเดิมยอมให้ประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1ได้อุทิศที่ดินตามทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้วทางพิพาทจึงเป็นทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้นและไม่มีอำนาจห้ามมิให้ประชาชนใช้สัญจรผ่านไปมาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกไปจากทางพิพาทและทำให้ทางพิพาทกลับอยู่ในสภาพเดิม.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญธรรม อยู่พุก · เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568

แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717482)

ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 699740)

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2911/2566

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้