Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในวันเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างขับรถมาจอดติดการจราจรอยู่ด้วยกัน โดยรถจำเลยที่ 1 จอดอยู่ข้างหน้ารถโจทก์ ปรากฏว่ามีเสียงแตรดังมาทางด้านหลัง จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนบีบแตรไล่ เมื่อการจราจรบางลงจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขับรถต่อไปและไปติดสัญญาณไฟแดงด้วยกัน จำเลยที่ 1 ได้ลงจากรถมาถาม โจทก์ว่าบีบแตรไล่ทำไม โจทก์ตอบว่าไม่ได้บีบ เกิดโต้เถียงกัน โจทก์ได้พูดขึ้นว่า จะเป็นทหารเกเรหรืออย่างไร จำเลยโกรธจึงจับแขนโจทก์ซึ่งวางพาดประตูรถพร้อมกับพูดว่าลงมาลงมาขอตะบันหน้าหน่อย โจทก์สะบัดแขนหลุดและไม่ยอมลงจากรถ เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 จับแขนโจทก์ชักชวนให้โจทก์ลงมาจากรถก็เพื่อให้โจทก์ลงมาวิวาทกับจำเลยเท่านั้น การกระทำของจำเลยมิใช่การข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ ต่อมาหลังจากที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดโต้เถียงกันดังกล่าวแล้ว ในระหว่างที่โจทก์ขับรถไปตามถนน จำเลย ที่ 1 ได้ขับรถไล่ตามกลั่นแกล้งโจทก์ โดยขับรถปาดหน้า รถโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องหยุดรถอย่างกระทันหัน ดังนี้ แม้ขณะโจทก์ขับรถอยู่โจทก์ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการขับรถไปตามถนนสาธารณะตามสิทธิที่กฎหมายรับรองได้ กรณีจำเลยที่ 1 ขับรถเข้ามาปาดหน้ารถโจทก์และปิดกั้นรถโจทก์ไม่ ให้โจทก์ขับรถไปโดยสะดวก เมื่อจำเลยปาดหน้ารถโจทก์โจทก์กลัวว่ารถโจทก์จะชนรถของจำเลยโจทก์ก็ต้องหยุดรถการที่จำเลยขับรถปาดหน้ารถโจทก์ให้โจทก์หยุดรถขับรถไปไม่ได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังกระทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้(ผิดมาตรา 309) รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับปาดหน้ารถโจทก์ มิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงริบไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทหารประจำกองนักเรียนโรงเรียนนายเรืออากาศกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพลเรือน ได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายบทและหลายกรรมต่างกันคือก. จำเลยทั้งสองนั่งมาในรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ จำเลยทั้งสองโกรธเคืองโจทก์ เมื่อรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1ขับและรถยนต์ที่โจทก์ขับหยุดรอสัญญาณจราจร จำเลยทั้งสองซึ่งมีปืนเป็นอาวุธได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับขืนใจให้โจทก์ลงจากรถยนต์ที่โจทก์ขับ เพื่อจะทำร้ายโจทก์ โจทก์ไม่ยอมลงจากรถ จำเลยที่ 1 ได้บังอาจใช้กำลังประทุษร้ายจับแขนโจทก์ดึงกระชากเพื่อให้โจทก์ลงจากรถ

โจทก์ขัดขืนจำเลยที่ 1 ใช้หมัดชกโจทก์ 1 ครั้ง ตามที่จำเลยที่ 2ยุยงส่งเสริมให้กระทำ จำเลยที่ 1 ได้กระทำการชกโจทก์ไปตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผลเพราะโจทก์เอนตัวหลบหลีกได้ทัน จำเลยจึงชกโจทก์ไม่ถูกข. เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปแล้ว จำเลยทั้งสองได้บังอาจใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 เป็นพาหนะเครื่องใช้ในการกระทำความผิดและมีปืนเป็นอาวุธ โดยนำรถยนต์ไปจอดรอประทุษร้ายโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ออกไปดักซุ่มรอทำร้ายโจทก์ที่ถนน ส่วนจำเลยที่ 2 คอยดูว่าโจทก์จะขับรถผ่านไปหรือไม่เมื่อโจทก์ขับรถยนต์ผ่านไป จำเลยที่ 2 ได้ให้สัญญาณเรียกจำเลยที่ 1 กลับขึ้นรถไล่ติดตามบีบบังคับขืนใจโจทก์ด้วยการร่วมกันพูดขู่บังคับให้โจทก์ลงจากรถและจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เข้าเฉียดเบียดสกัดปาดหน้า

หยุดรถปิดขวางกั้นถนนสาธารณะในเส้นทางและทิศทางที่โจทก์ต้องขับรถผ่านไปหลายครั้งหลายหน โดยจำเลยทั้งสองเจตนาใช้กำลังกาย อาวุธปืนยิงและใช้รถยนต์ขับชนประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายโจทก์และเพื่อหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจ บีบบังคับให้โจทก์ไม่สามารถขับรถไปในถนนสาธารณะได้ปลอดภัยตามสิทธิของโจทก์ ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะให้รถยนต์ที่โจทก์ขับมานั้นคว่ำหรือชนกับสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ตลอดจนชนรถยนต์และผู้คนที่สัญจรไปมาในถนนเป็นอันตรายแก่ชีวิตร่างกายของโจทก์ บุตรและภริยาโจทก์ซึ่งนั่งมาในรถโจทก์ และจำเลยต้องการให้เกิดอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของโจทก์อีกด้วย โจทก์กลัวจะเกิดอันตรายดังกล่าวจึงจำยอมต้องขับรถหลบหลีกปีนสิ่งกีดขวาง

ตกหลุม ตกบ่อ และต้องหลบหนีรถยนต์ผู้คนที่สัญจรไปมา เพื่อให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ขับรถหลบหลีกหนีจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 เป็นพาหนะในการกระทำความผิด ไล่ติดตามมาทันรถโจทก์ แล้วจำเลยที่ 2 ช่วยถือพวงมาลัยบังคับรถร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้รถยนต์วิ่งตรงทิศทางที่ไล่ติดตามโจทก์ดูเป้าหมายให้สัญญาณและสั่งให้จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงมายังโจทก์ 1 นัดโดยเจตนาฆ่าโจทก์ด้วยความโกรธแค้นอาฆาตและไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะโจทก์ได้เร่งเครื่องขับรถยนต์หลบหลีกเสียทัน กระสุนปืนที่จำเลยยิงจึงไม่ถูกโจทก์แต่พลาดไปถูกไฟท้ายรถยนต์ด้านซ้ายของโจทก์เสียหายเป็นราคา 150 บาท

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 392, 309, 310, 288, 289, 80, 358,83, 84 ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 ที่จำเลยร่วมกันใช้เป็นพาหนะและเครื่องใช้ในการกระทำผิดและริบปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 หมายเลขทะเบียนกท.924432 ที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำผิดอีกด้วยศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 1เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 392 ข้อหาอื่นให้ยกส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เห็นว่าไม่มีมูล ให้ยกฟ้องทุกข้อหาโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 288, 80, 358, 83, 84 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามมาตรา 309 รวม 4 กระทง โดยให้ปรับกระทงละ 1,000 บาท ในความผิดตามมาตรา 358 ให้ปรับ 1,000 บาท และในความผิดตามมาตรา 392 รวม 2 กระทงให้ปรับกระทงละ 100 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 5,200 บาท ข้อหาอื่นให้ยกหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 กระทำผิดหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดแต่อย่างใด ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ทุกข้อหาโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 นั้น ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดีให้ลงโทษจำคุกจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 6 เดือนโทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้ริบอาวุธปืนรีวอลเวอร์

ขนาด .38 หมายเลขทะเบียน กท.924432 ซึ่งอยู่ที่จำเลยที่ 1นั้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18.30 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน กท.ช-7568 เพื่อจะกลับบ้านโดยมีภริยาและบุตรนั่งมาด้วยในตอนหน้าคู่กับโจทก์โจทก์ขับรถมาถึงหัวถนนกรุงเกษม ปรากฏว่าการจราจรติดขัดรถติด โจทก์ไม่อาจขับต่อไปได้ ขณะนั้นมีรถยนต์ส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 จอดอยู่ข้างหน้ารถโจทก์มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยานั่งมาด้วยตอนหน้าคู่กับจำเลยที่ 1 ขณะที่จอดอยู่ปรากฏว่ามีเสียงบีบแตรดังมาทางด้านหลังจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนบีบแตรไล่

ครั้นเมื่อการจราจรบนถนนพระราม 4บางลง จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขับรถต่อไปและไปติดสัญญาณไฟแดงที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงแต่รถทั้งสองคันจอดคนละช่องทางเดินรถ จำเลยที่ 1 อยู่ทางซ้าย ส่วนโจทก์อยู่ทางขวา เพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าถนนมหาพฤฒาราม ขณะที่โจทก์และจำเลยที่ 1 รอสัญญาณไฟอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ได้ลงจากรถยนต์มาถามโจทก์ว่า บีบแตรไล่ทำไม โจทก์ว่าไม่ได้บีบ แล้วทั้งสองฝ่ายเกิดโต้เถียงกัน แล้วโจทก์พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "จะเป็นทหารเกเรหรือ" จำเลยที่ 1 โกรธจึงจับแขนโจทก์ซึ่งขณะนั้นพาดอยู่บนขอบประตูรถพร้อมกับพูดว่า "ลงมา ลงมา ขอตะบันหน้าหน่อย"โจทก์สะบัดแขนหลุดจากจำเลยแล้วจำเลยที่ 1 จึงชกโจทก์ 1 ที แต่ไม่ถูกเนื่องจากโจทก์หลบหนีทัน

พอดีสัญญาณจราจรให้รถผ่านได้ จำเลยที่ 1 จึงกลับไปขึ้นรถแล้วขับรถไปตามถนนมหาพฤฒารามทางเดียวกับโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ไปหยุดรอระหว่างทางใกล้ ๆ หัวถนนมหาพฤฒาราม ในระหว่างที่โจทก์ขับรถไปตามถนนมหาพฤฒาราม ถนนสี่พระยา ถนนนเรศ ถนนสุรวงศ์ จำเลยที่ 1 ได้ขับรถไล่ตามกลั่นแกล้งโจทก์รวม 4 ครั้ง หลังจากนั้นขณะที่โจทก์ขับรถไปตามถนนสุรวงศ์จำเลยที่ 1 ได้ขับรถไล่ตามรถโจทก์อีกและใช้ปืนพกยิงมายังรถโจทก์ 1 นัด กระสุนถูกไฟท้ายรถข้างซ้ายแตกศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถเบียดสกัดปาดหน้ารถโจทก์ ขับรถหยุดรถจอดขวางกั้นไม่ให้โจทก์ขับรถไปตามที่โจทก์ประสงค์ การกระทำของจำเลยย่อมถือว่าเป็นการหน่วงเหนี่ยวให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา 310 ด้วย

เห็นว่า จริงอยู่ขณะนั้นโจทก์ขับรถอยู่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการขับรถไปตามถนนสาธารณะตามสิทธิที่กฎหมายรับรองได้ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถเข้ามาปาดหน้ารถโจทก์และปิดกั้นรถโจทก์ไม่ให้โจทก์ขับรถไปโดยสะดวก เมื่อจำเลยปาดหน้ารถโจทก์ โจทก์กลัวว่ารถโจทก์จะชนรถของจำเลยโจทก์ก็ต้องหยุดรถ การที่จำเลยขับรถปาดหน้ารถโจทก์ให้โจทก์หยุดรถขับรถไปไม่ได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยหน่วงเหนี่ยว กักขังกระทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นโจทก์ฎีกาว่า ตอนที่รถโจทก์ติดสัญญาณไฟที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงจำเลยที่ 1 ได้จับแขนโจทก์และพูดท้าทายชวนวิวาทเพื่อให้โจทก์ลงมาจากรถการกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามมาตรา 309 นั้นจึงไม่ชอบเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 จับแขนโจทก์ชักชวนให้โจทก์ลงมาจากรถก็เพื่อให้โจทก์ลงมาวิวาทกับจำเลยเท่านั้น

การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309ดังที่โจทก์อ้างอย่างใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.อ-8166 กระทำผิดโดยปาดหน้ารถโจทก์จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ศาลอุทธรณ์ไม่ริบจึงแปลและปรับบทกฎหมายคลาดเคลื่อน ขอให้พิพากษาริบรถยนต์ด้วย ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับปาดหน้ารถโจทก์นั้น มิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงริบไม่ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สำเนียง ด้วงมหาสอน · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · พิชัย วุฒิจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้