Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อตกลงให้จำเลยชำระเงินตามเวลาที่กำหนด โจทก์จะโอนที่ดินแก่จำเลย แต่ไม่ได้กำหนดว่าโจทก์จะโอนที่ดินแก่จำเลยเมื่อใด ดังนี้ โจทก์ต้องโอนที่ดินแก่จำเลยตอบแทนในคราวเดียวกันโดยปลอดภาระติดพันด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยวางเงินได้ภายใน 7 วันนับแต่วันมีคำสั่ง และเป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งการบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดวิธีการบังคับคดี ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัด จะถือกำหนดวันที่จำเลยที่ 3 ต้องวางเงินตามข้อตกลงเดิมไม่ได้ ศาลให้จำเลยนำเช็คของธนาคารมาวางศาลใน7 วัน นับแต่ฟังคำพิพากษา ให้โจทก์โอนที่ดินแก่จำเลยโดยปลอดภาระติดพัน แล้วให้โจทก์รับเช็คไปจากศาล

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินจากโจทก์ โฉนดเลขที่ 3072 และเลขที่ 8304 ตำบลพญาไท (ประแจจีน)เขตพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างคือโรงภาพยนตร์เพชรพิมานและอุปกรณ์ในโรงภาพยนตร์นั้น ในราคาทั้งสิ้น 8,298,000บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระราคาให้แก่โจทก์เป็น 4 งวด และชำระเงินด้วยเช็ค ถ้าเช็คฉบับใดขึ้นเงินไม่ได้ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งหมด ให้โจทก์ริบเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์แล้วทั้งสิ้นได้ และจำเลยที่ 1 จะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 หรือบริวารไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ จำเลยยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินเดือนละ 150,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในความเสียหายและค่าปรับที่จะเกิดขึ้น

จำเลยที่ 1ชำระให้โจทก์เรียบร้อยเพียงงวดแรก 1,000,000 บาท งวดที่ 2 จำเลยที่ 1ชำระให้โจทก์เพียง 800,000 บาท คงค้างชำระอยู่อีก 200,000 บาท ส่วนงวดที่ 3 และงวดที่ 4 จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา ประกอบทั้งนับแต่ตกลงซื้อขายจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทรัพย์สินที่ซื้อขายตลอดมา ได้ใช้โรงภาพยนตร์เพชรพิมานสำหรับฉายภาพยนตร์เพื่อหารายได้ ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเสื่อมราคา จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยร่วมกันชำระค่าปรับและค่าเสียหายพร้อมทั้งดอกเบี้ยและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแทนโจทก์ด้วยจำเลยทั้งห้าให้การต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 ฟ้องแย้งเรียกค่านายหน้าเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ฟ้อง และจำเลยทั้งห้าต่างปฏิเสธความรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2518 โจทก์และจำเลยทั้งห้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมมีใจความว่าจำเลยที่ 3 ถอนฟ้องแย้งไม่ติดใจเรียกร้องเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินตามคำฟ้องในสภาพที่เป็นอยู่ซึ่งจำเลยที่ 1ครอบครองอยู่แล้ว เป็นเงิน 6,448,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะชำระราคาให้โจทก์เป็น 3 งวด ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด จำเลยที่ 1 และบริวารตกลงมอบทรัพย์สินตามคำฟ้องทั้งหมดให้โจทก์ทันที และตกลงให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

ส่วนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วนั้นให้โจทก์ริบทั้งสิ้น และจำเลยทั้งห้าตกลงร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ครบ และเมื่อจำเลยทั้งหมดชำระค่าเสียหายครบแล้ว โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นี้ให้จำเลยที่ 1วันที่ 16 กันยายน 2518 โจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงกันอีกว่า หากมีการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2518 และจะต้องมีการบังคับคดี โจทก์จะบังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5ก่อน ขาดเหลืออยู่เท่าใดจึงจะบังคับเอากับจำเลยที่ 3 เป็นคนสุดท้ายวันที่ 26 มกราคม 2519 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1และจำเลยอื่น ๆ ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดเวลา จึงได้ขอร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แทน และจำเลยที่ 3 ตกลงรับที่จะชำระหนี้แทนให้ โดยตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิใด

ๆ ที่โจทก์มีอยู่ในทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 3ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ครบตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในทรัพย์สินซึ่งโจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงสละสิทธิในทรัพย์สินตลอดจนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีปรากฏอยู่ในคดีนี้ทั้งหมดโอนตกเป็นสิทธิและกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 ผู้ชำระหนี้โดยตรงต่อไป และขอให้โจทก์รับทราบข้อตกลงนี้ด้วยในวันที่ 26 มกราคม 2514 นั้นเอง จำเลยที่ 3 ได้นำเงินตามงวดที่ 1และค่าเสียหายมาวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระให้โจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้ววันที่ 11 มีนาคม 2514 จำเลยที่ 3 ได้นำเงินงวดที่ 2 มาวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

โจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้วเช่นกันวันที่ 13 กันยายน 2519 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2519 จำเลยได้นำเช็คสั่งจ่ายจำนวนเงิน 7,589,000บาท ไปมอบให้ทนายความโจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นงวดที่ 3 แต่ทนายโจทก์ไม่ยอมโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3 เลขที่ 871 และเลขที่ 887 ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศรีษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ และไม่อาจโอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยได้ เพราะโจทก์เอาที่ดินดังกล่าวไปให้คนอื่นเช่า โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนโจทก์ยื่นคำแถลงด้วยว่า โจทก์ไม่ได้ก่อภาระผูกพันกับที่ดินที่จะโอนคืนให้จำเลย ส่วนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3 เลขที่ 871 และเลขที่ 887 ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่ใช่ฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2519 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและเปรียบเทียบแล้ว

ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยที่ 5 ตกลงกันอีกว่า จำเลยที่ 3 จะชำระเงิน 7,633,000บาทให้โจทก์ภายในวันที่ 28 กันยายน 2519 โดยนำมาวางที่ศาล โจทก์จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3072, 8304 ตำบลพญาไท (ประแจจีน) เขตพญาไท (ดุสิต)กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และที่ดินโฉนดเลขที่ 3 ตำบลจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ โฉนดเลขที่ 871 ตำบลศรีษะจรเข้ อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการและโฉนดเลขที่ 887 (หัวจรเข้) จรเข้ใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการให้จำเลยที่ 3เมื่อโจทก์ได้รับเช็คตามจำนวนเงิน 7,633,000 บาทที่จำเลยที่ 3 นำมาวางจากศาลแล้ว

หลังจากโจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวจากศาลแล้ว จำเลยที่ 1 จะส่งมอบสิ่งก่อสร้างในที่โฉนดเลขที่ 3072 และ 8304 ตำบลพญาไท (ประแจจีน)อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งอุปกรณ์เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์อาทิเช่นเครื่องเย็น เก้าอี้ สำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์ จำเลยที่ 1 จะส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ภายใน 6 เดือนนับแต่วันนี้ จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 ได้ตามข้อตกลงดังกล่าว ในการที่โจทก์โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมการโอน ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระเงินให้โจทก์ภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 11กันยายน 2518วันที่ 27 กันยายน 2519 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า

จำเลยที่ 3 ไม่ยอมลงชื่อในคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาจากโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยที่ 3 มาลงชื่อในคำมั่นดังกล่าว ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่มาตามนัดก็ขอให้ศาลขยายเวลาให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิวางเงินงวดที่ 3 ให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 จะมีประการใด เป็นเรื่องนอกจากสัญญายอม ศาลบังคับให้ในคดีนี้ไม่ได้ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอวางเงินและขอให้ศาลขยายเวลาให้นั้น ตามข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญายอม ไม่มีเหตุจะสั่งตามที่จำเลยที่ 1 ขอได้ จึงยกคำร้องวันที่ 28 กันยายน 2519 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ไม่วางเงินงวดที่ 3 โดยสมรู้กับโจทก์โกงเอาทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลไต่สวน และให้จำเลยที่ 1 วางเงินงวดที่ 3 ให้โจทก์ แล้วให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมด

ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3จะสมรู้กันอย่างไร ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ยกคำร้องวันที่ 28 กันยายน 2519 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องเช่นเดียวกันมีใจความว่าศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 ในวันนี้ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ถูกกลั่นแกล้งจากบุคคลหลายฝ่ายรวมทั้งธนาคารที่จะให้กู้เงินด้วยเพราะทางธนาคารที่จะให้กู้เงินสืบทราบมาว่าจะทำการโอนหรือจำนองไม่ได้ในเมื่อได้วางเงินต่อศาลแล้วโดยจะมีการอายัดจะมีการคัดค้านและจะมีการฟ้องร้องอีกหลายคดี ซึ่งจะเป็นเหตุให้เงินที่จะนำมาวางต่อศาลจะได้รับความเสียหาย และไม่ได้รับโฉนดด้วย ประกอบกับเป็นเงินจำนวนมากและเป็นเวลากะทันหัน จำเลยกลับตัวไม่ทัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเลยที่ 3 จึงขอความกรุณาต่อศาล ได้โปรดขยายเวลาให้จำเลยที่ 3 นำเงินมาวางต่อศาลภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันนี้เป็นต้นไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุจะขยายเวลาให้จำเลยที่ 3 ได้ยกคำร้องวันที่ 29 กันยายน 2519 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ฝ่ายโจทก์มารับเงินงวดที่ 3 จากจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งว่าพ้นกำหนดวางเงินแล้ว ให้ยกคำร้องวันที่ 29 กันยายน 2519 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องเช่นกันว่า จำเลยที่ 3มีเจตนาสุจริตตั้งแต่ต้นตลอดมาที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงได้ชำระเงินตั้งแต่งวดที่ 1 และงวดที่ 2 เป็นจำนวนเงินถึง 2,200,000 บาทตลอดมาด้วยดี และโจทก์ก็ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้วบัดนี้มีพฤติการณ์พิเศษเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย กล่าวคือก่อนถึงกำหนดเวลาวงเงินงวดที่ 3 คู่ความในคดีนี้ได้ช่วงชิงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอวางเงินงวดที่ 3อันเป็นมูลเหตุให้เจ้าของเงินที่จำเลยที่ 3 จะกู้ยืมมาชำระหนี้ให้โจทก์มีความลังเลไม่แน่ใจว่าออกเงินให้จำเลยที่ 3 แล้วทรัพย์สินตามฟ้องซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องโอนให้แก่จำเลยที่ 3 นั้นจะโอนได้หรือไม่ จึงกลับใจไม่ช่วยเหลือจำเลยที่ 3 ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงขอให้ศาลมีคำสั่งขยายเวลาวางเงินงวดที่ 3ตามที่เคยร้องมาแล้ว

ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่มีเหตุจะขยายเวลาให้จำเลยที่ 3ยกคำร้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอขยายระยะเวลาวางเงินงวดที่ 3 เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ และให้โจทก์โอนทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2518 และบันทึกข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน 2519จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอขยายระยะเวลาวางเงินงวดที่ 3 ออกไปอีก 7 วันศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะร้องขอขยายระยะเวลาเพื่อนำเงินงวดที่ 3 มาชำระให้โจทก์ ส่วนพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 หาได้ส่อไปในทางประวิงการชำระเงินงวดที่ 3 ให้แก่โจทก์ดังโจทก์กล่าวอ้างไม่ เพื่อความยุติธรรม ศาลอุทธรณ์เห็นควรขยายระยะเวลาวางเงินงวดที่ 3 ให้โจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 ร้องขอ

พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 11 กันยายน 2518และบันทึกข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน2519 ให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันฟังคำสั่งวันที่ 14 พฤศจิกายน 2520 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า การที่จำเลยที่ 3 จะวางเงินเป็นกรณีสัญญาต่างตอบแทน คือโจทก์ต้องโอนโฉนดให้จำเลยที่ 3 โดยปลอดภาระติดพันจำเลยที่ 3 จึงจะชำระเงินให้ทันที ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการปฏิบัติตามที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งที่ 2422/2520ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลไม่จำต้องกำหนดวิธีปฏิบัติหรือกำหนดวิธีเกี่ยวกับการบังคับคดี หรือกำหนดวันที่จำเลยที่ 3 มีสิทธิวางเงินแต่อย่างใดเพราะการบังคับคดีจะเป็นประการใดนั้น

มีสัญญาประนีประนอมยอมความรายงานกระบวนพิจารณา และคำพิพากษาแจ้งชัดอยู่แล้ว จึงยกคำร้องจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งว่า หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ขอให้สั่งให้จำเลยที่ 3 วางเงินตามแคชเชียร์เช็คเพียง 7,633,000 บาทแก่โจทก์เท่านั้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 กันยายน 2519 และขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดวิธีการให้โจทก์ นำโฉนดมาในวันเดียวกันนั้นไปทำการโอนให้จำเลยที่ 3 โดยปลอดภาระติดพัน ณ สำนักงานที่ดิน พร้อมกับโจทก์รับเช็คค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไป ในเมื่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นไปโดยเรียบร้อยแล้วขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ 2422/2520ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2520 ที่สั่งว่า "

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีนี้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเรื่องคุ้มครองชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีจะพึงดำเนินประการใดนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง" และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2520ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิวางเงินงวดที่ 3 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และให้โจทก์โอนทรัพย์สินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นสั่งให้แยกสำนวนเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3ส่งศาลอุทธรณ์ โดยให้จัดทำสำเนาคำคู่ความที่เกี่ยวข้องไปศาลอุทธรณ์ (แต่ยังไม่ทันจัดการ) และให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา และสั่งต่อไปว่า

คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาด้วยและศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาไว้แล้ว แต่เห็นว่าควรให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เสียก่อน จึงให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนทั้งหมดไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วและได้มีการฎีกาต่อมา หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ก็ให้ส่งสำนวนคืนมายัง ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ขั้นตอนทางปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับเดิม หรือข้อที่ตกลงกันใหม่ ก็มีเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือยังคงให้จำเลยที่ 3 ชำระแก่โจทก์ครบถ้วนก่อนแล้ว จึงให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามที่ตกลงกันให้แก่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3อ้างวิธีปฏิบัติชำระหนี้ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 210เพื่อหักล้างเปลี่ยนแปลงลำดับก่อนหลังในข้อตกลงที่จำเลยที่ 3 ทำไว้หาได้ไม่และเห็นว่านับถึงวันที่จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ก็ยังมิได้ชำระเงินงวดที่ 3 แก่โจทก์ตามที่ตกลง จำเลยที่ 3 จะอุทธรณ์ขอให้กำหนดวิธีปฏิบัติชำระหนี้แตกต่างไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 กันยายน 2519 ศาลบังคับให้ไม่ได้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาทแทนโจทก์จำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาจะได้พิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 3 และฎีกาของจำเลยที่ 1ที่ได้ยื่นไว้ก่อนแล้วรวมกันไปศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าคดีนี้เดิมศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 11 กันยายน2518 มีใจความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่แล้วเป็นจำนวนเงิน 6,448,000บาทจากโจทก์ โดยจะชำระราคาเป็น 3 งวด และจำเลยทั้งห้าตกลงร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าซื้อทรัพย์สินดังกล่าวครบ และเมื่อจำเลยทั้งหมดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ครบแล้ว โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์รายนี้ให้จำเลยที่ 1 ต่อจากนั้นวันที่ 26 มกราคม 2519 จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่น ๆ ไม่สามารถจะชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ตามกำหนดเวลา จึงได้ขอร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แทน เมื่อจำเลยที่ 3 ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ครบแล้วจำเลยที่ 1 ตกลงสละสิทธิในทรัพย์สินตลอดจนกรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้ทั้งหมดให้จำเลยที่ 3 ต่อไป ในวันที่ 26 มกราคม 2519 นั่นเอง จำเลยที่ 3 ก็ได้นำเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่ 1 และค่าเสียหายมาวางศาลพื่อชำระให้โจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้ว ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2519 จำเลยที่ 3 ก็ได้นำเงินงวดที่ 2 มาวางศาลเพื่อชำระหนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท และโจทก์ก็ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้วเช่นกัน หลังจากนั้นวันที่ 13 กันยายน 2519 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า วันที่ 10 กันยายน 2519 จำเลยได้นำเช็คสั่งจ่ายเงิน 7,589,000 บาท ไปมอบให้ทนายโจทก์เพื่อชำระหนี้งวดที่ 3 แต่ทนายโจทก์ไม่ยอมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3, 871 และ 887 ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศรีษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ และไม่อาจโอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยได้ เพราะโจทก์เอาที่ดินดังกล่าวไปให้คนอื่นเช่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยื่นคำแถลงว่าโจทก์ไม่ใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงกันใหม่ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 21 กันยายน 2519 มีใจความว่า จำเลยที่ 3จะชำระเงิน 7,633,000 บาท ให้โจทก์ภายในวันที่ 28 กันยายน 2519 โดยนำมาวางที่ศาล โจทก์จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3072 และ เลขที่ 8304 ตำบลพญาไท (ประแจจีน) เขตพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และที่ดินโฉนดเลขที่ 3 ตำบลจรเข้น้อยอำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ โฉนดเลขที่ 871 ตำบลศรีษะจรเข้อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ โฉนดเลขที่ 887 (หัวจรเข้)จรเข้ใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ให้จำเลยที่ 3 และหลังจากโจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะส่งมอบโรงภาพยนตร์ พร้อมอุปกรณ์และที่ดินซึ่งโรงภาพยนตร์ตั้งอยู่แก่จำเลยที่ 3 ด้วย ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ยอมให้โจทก์บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 11 กันยายน 2518 ต่อมาวันที่ 28 และ 29 กันยายน 2519 จำเลยที่ 3ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่ามีพฤติการณ์พิเศษโดยจำเลยที่ 3 ถูกกลั่นแกล้งจึงขอขยายเวลาวางเงินงวดที่ 3 ภายในกำหนด 7 วัน แต่ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่มีเหตุจะขยายเวลาให้จำเลยที่ 3 ได้ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 3 จึงได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาในชั้นบังคับคดีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 11 กันยายน 2518 และบันทึกข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน 2519ซึ่งเป็นข้อตกลงใหม่ เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369บัญญัติว่า "ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ ฯลฯ" ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ก็ปรากฏอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ร้องขอให้ชำระหนี้แทนได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตรงตามกำหนดเวลาไปแล้ว 2 งวดรวมเป็นเงินถึง 2,200,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน 2519จำเลยที่ 3 จึงยังมีหน้าที่ต้องชำระเงินงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย เป็นเงิน7,633,000 บาท โดยออกเป็นเช็คให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กันยายน 2519ตามบันทึกข้อตกลงใหม่ดังกล่าวไม่ได้มีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องโอนทรัพย์สินให้จำเลยที่ 3 เมื่อใด มีแต่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งก่อสร้างบนที่ดินพร้อมกับอุปกรณ์เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ให้จำเลยที่ 3 ภายใน 6 เดือนนับแต่วันนั้นดังนั้นหากจำเลยที่ 3 นำเช็คตามจำนวนที่ค้างอยู่มาวางศาล โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องโอนทรัพย์สินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและข้อตกลงที่ได้ทำไว้ต่อหน้าศาลเป็นการตอบแทนในคราวเดียวกัน โดยปลอดภาระติดพันด้วย และจำเลยที่ 1 ก็มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินตามบันทึกข้อตกลงแทนโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้เคยอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาวางเงินงวดที่ 3 ออกไปอีก 7 วัน ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว ก็ได้ความว่าวันที่ 28 กันยายน 2519 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 3 จะนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อชำระงวดที่ 3 ให้โจทก์นั้นจำเลยที่ 3 มีเงินอยู่พร้อมแล้ว ที่จำเลยที่ 3 ไม่วางเงินงวดที่ 3 ต่อศาลเพราะก่อนวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาวางเงินงวดที่ 3 ออกไปเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้นำเงินงวดที่ 3 มาชำระให้โจทก์และในวันที่ 28 กันยายน 2519 นั้นเองจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนพยานแล้วสั่งให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียววางเงินงวดที่ 3 ให้โจทก์ และให้โจทก์โอนทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถ้าจำเลยที่ 3 วางเงินงวดที่ 3 ให้โจทก์ไปแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจจะได้รับโอนทรัพย์สินจากโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ก็จะต้องดำเนินคดีและใช้วิธีอายัดไม่ให้โจทก์โอนให้จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ย่อมจะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดที่ 3 ให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันฟังคำสั่งและในคำสั่งศาลอุทธรณ์ 2422/2520ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า ส่วนเรื่องการบังคับคดีจะพึงดำเนินการประการใดนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาและคำสั่งเช่นนั้น ก็โดยมุ่งหมายว่าการที่จำเลยที่ 3 จะวางเช็คจำนวนเงิน 7,633,000 บาทต่อศาล เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์นั้นศาลชั้นต้นจะต้องออกคำสั่งที่เป็นหลักประกันเกี่ยวกับการที่โจทก์จะโอนที่ดินและทรัพย์สินต่าง ๆ ที่พิพาทตอบแทนให้จำเลยที่ 3 เสียก่อนแต่แล้วเมื่อจำเลยที่ 3 นำแคชเชียร์เช็คมาแสดงต่อศาลจำนวนเงิน 9,668,000บาท สั่งจ่ายให้โจทก์ และแถลงว่าถ้าโจทก์จะรับไป จำเลยที่ 3 ก็ยินดีให้โจทก์แต่โจทก์จะต้องส่งมอบโฉนดต่าง ๆ ตามสัญญายอมให้จำเลยที่ 3 ในวันที่โจทก์แถลง และจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องที่จะวางเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 7 วัน ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แถลงคัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่เคยออกคำสั่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทนเลย ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่า ศาลไม่จำต้องกำหนดวิธีปฏิบัติหรือกำหนดวิธีเกี่ยวกับการบังคับคดีหรือกำหนดวันที่จำเลยที่ 3 มีสิทธิวางเงินแต่อย่างใด เพราะการบังคับคดีจะเป็นประการใดนั้น มีสัญญาประนีประนอมยอมความ รายงานกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาชัดแจ้งอยู่แล้ว จึงยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 3 ยังไม่ผิดนัด จำเลยที่ 1 ก็จะฎีกาให้ยกเอาสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2518 ขึ้นมาบังคับต่อไปหาได้ไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้นพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 11 กันยายน 2518และตามบันทึกข้อตกลงใหม่ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21กันยายน 2519 โดยให้นำแคชเชียร์เช็คมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจทก์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา และให้โจทก์โอนที่ดินและทรัพย์สินตามสัญญาและบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นการตอบแทนในคราวเดียวกันโดยปลอดภาระติดพัน ต่อเมื่อโจทก์ได้โอนที่ดินและทรัพย์สินตามสัญญาและบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้กับจำเลยที่ 3 แล้ว จึงให้โจทก์รับเช็คดังกล่าวไปจากศาลได้ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับกันไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประภาศน์ อวยชัย · ชลูตม์ สวัสดิทัต · พัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้