Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1709/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาให้โจทก์ไว้ มีความว่า จำเลยได้เสียเป็นสามีภริยากับโจทก์มาประมาณ 10ปี แต่มิได้จดทะเบียนสมรสบัดนี้จำเลยประสงค์จะแต่งงานใหม่กับหญิงอื่น แต่โดยคุณงามความดีที่มีไมตรีต่อกันมานาน จำเลยจึงตกลงจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เดือนละ 300 บาท ตลอดเวลาที่โจทก์ยังไม่มีสามีใหม่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ขอให้โจทก์ฟ้องร้องต่อศาลหรือทางราชการกรมเจ้าสังกัดของจำเลยได้การแสดงเจตนาของจำเลย ดังนี้ มีลักษณะในทำนองที่จำเลยประสงค์จะมิให้เกิดข้อยุ่งยากขึ้นในระหว่างจำเลยกับโจทก์ในเมื่อจำเลยแต่งงานใหม่กับหญิงอื่น หาใช่การให้คำมั่นว่า จะให้ทรัพย์สินแก่โจทก์โดยเสน่หาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 526 ประกอบด้วยมาตรา 521 ไม่ จึงมิใช่กรณีที่จะต้องมีการจดทะเบียนสัญญาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้สัญญานี้มีผลบังคับ จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ตามสัญญา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้เสียเป็นสามีภริยาและอยู่กินกันมา10 ปีเศษโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตร ระหว่างที่อยู่กินกันนั้นได้ช่วยกันทำมาหากินเกิดมีทรัพย์สินขึ้นหลายอย่าง ครั้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2510 จำเลยอ้อนวอนโจทก์ว่า จำเลยประสงค์จะแต่งงานกับหญิงอื่นซึ่งมีอาชีพรับราชการเช่นเดียวกับจำเลย ขอให้โจทก์เห็นใจและขอแยกทางกับจำเลย โจทก์ตกลงโดยเห็นแก่อนาคตของจำเลย ในการที่โจทก์ยินดีสมัครใจแยกทางกับจำเลยนั้น จำเลยได้ตกลงทำสัญญาจะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เดือนละ 300 บาทตลอดไปจนกว่าโจทก์จะมีสามีใหม่แล้วจำเลยได้จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เพียง 2 เดือนเท่านั้น ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างพร้อมด้วยดอกเบี้ย

รวม 10,067 บาท 75 สตางค์ให้โจทก์ และให้จำเลยใช้เงินค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ 300 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปทุก ๆ เดือนจนกว่าโจทก์จะมีสามีใหม่จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาดังฟ้องให้โจทก์ไว้จริง คงต่อสู้เพียงว่าสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ ไม่สมบูรณ์ ใช้บังคับไม่ได้ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการสืบพยานต่อไป ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าเอกสารฉบับพิพาทหมาย จ.1 เป็นแต่เพียงคำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินแก่โจทก์อันเนื่องมาจากหนี้ในศีลธรรมและน้ำใจไมตรี นับว่าเป็นการจะให้โดยเสน่หา เมื่อเอกสารที่โจทก์นำมาฟ้องมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 526 โจทก์จึงขอให้บังคับไม่ได้

พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีควรจะได้ฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าเหตุใดจำเลยจึงได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ และจำเลยมีข้อโต้แย้งประการใดหรือไม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยฎีกา"ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ตามฟ้อง คำให้การและคำแถลงรับของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเกิดคดีนี้โจทก์มีอายุ 42 ปี และจำเลยมีอายุ 38 ปี จำเลยได้ทำสัญญาลงวันที่25 เมษายน 2510 เอกสารหมาย จ.1 ให้ไว้แก่โจทก์จริง สัญญาฉบับนี้มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายภิรมย์ เกื้อหนุน รับราชการตำแหน่งเสมียนพนักงานประจำที่ทำการที่ดินอำเภอหลังสวน

จังหวัดชุมพร ขอทำหนังสือสัญญาให้ไว้แก่นางกิมเหี้ยง ทั่งทอง ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าข้าพเจ้าได้เสียเป็นสามีภรรยากับนางกิมเหี้ยง ทั่งทอง มาช้านานประมาณ 10 ปี แต่มิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย บัดนี้ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอื่นในเร็ว ๆ นี้ แต่โดยคุณงามความดีที่มีไมตรีต่อกันมานาน ข้าพเจ้าจึงตกลงจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้แก่นางกิมเหี้ยง ทั่งทองเป็นรายเดือน ๆ ละ 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) โดยข้าพเจ้าจะชำระให้ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 2 ของเดือนใหม่ ตลอดเวลาที่นางกิมเหี้ยง ทั่งทอง ยังไม่มีสามีใหม่ ถ้าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญาฉบับนี้ ขอให้นางกิมเหี้ยง ทั่งทอง ฟ้องร้องต่อศาลหรือทางราชการกรมที่ดินได้"

จำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญาโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับสัญญาและมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยสองคน เมื่อได้พิเคราะห์ข้อความตามสัญญาฉบับนี้โดยตลอดประกอบกับคำแถลงของจำเลยที่ยอมรับว่าได้ทำสัญญานี้ให้โจทก์ไว้จริงแล้วจะเห็นได้ว่าการแสดงเจตนาของจำเลยหาใช่การให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินแก่โจทก์โดยเสน่หาตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 526 ประกอบด้วยมาตรา 521 ไม่เพราะข้อความมีลักษณะไปในทำนองที่จำเลยประสงค์จะมิให้เกิดมีข้อยุ่งยากขึ้นในระหว่างจำเลยกับโจทก์ในเมื่อจำเลยแต่งงานใหม่กับหญิงอื่นจำเลยจึงได้ตกลงจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ถึงกับจำเลยยินยอมให้โจทก์ฟ้องร้องต่อศาลหรือทางราชการกรมที่ดินได้

หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาฉบับนี้ ฉะนั้น จึงมิใช่กรณีที่จะต้องมีการจดทะเบียนสัญญานี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้สัญญานี้มีผลบังคับได้ คดีนี้ จำเลยแถลงยอมรับว่าจำเลยได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ไว้จริงเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า สัญญานี้มีผลบังคับได้โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อความในสัญญาก็มีอยู่ชัดว่า ที่จำเลยทำสัญญานี้ให้โจทก์ไว้ก็เพราะมีความประสงค์จะแต่งงานใหม่กับหญิงอื่นกับทั้งเมื่อได้พิเคราะห์ฟ้อง คำให้การและคำแถลงของคู่ความแล้ว ก็เห็นได้ว่าจำเลยมิได้มีข้อต่อสู้ประการใดที่จะต้องสืบพยานกันอีกในข้อที่ว่าจำเลยจะไม่ต้องรับผิดตามสัญญานี้ อาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 104 ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาคดีนี้ไปโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามสำนวนฟังได้ว่าจำเลยได้ผิดสัญญาเอกสารหมาย

จ.1 ต่อโจทก์จริงตามฟ้อง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ตามสัญญาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพที่ค้างชำระเป็นเงิน 9,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยที่ค้างชำระอีก 1,067 บาท 75 สตางค์ รวมเป็นเงิน 10,067 บาท75 สตางค์ กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีในต้นเงิน 9,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องทุกเดือนตลอดไปจนกว่าโจทก์จะมีสามีใหม่"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกรม เมาลานนท์ · สุธรรม วรรณแสง · สนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้