Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 17082)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ. 2530 ที่กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนที่ดินของโจทก์ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อ 22 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ลงวันที่27 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2530 ประกอบกับมาตรา 5วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531ดังนั้นการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจำเลยทั้งสองจึงต้องกำหนดราคาเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 9วรรคสี่ ประกอบมาตรา 21(2) หรือ (3) แต่ต่อมาหลังจากมีการฟ้องคดีแล้ว ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ข้อ 1 ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และบัญญัติความใหม่แทนว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21มาตรา 22 และมาตรา 24" ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่29 กุมภาพันธ์ 2534 โดยข้อ 5 วรรคหนึ่ง แห่งประกาศดังกล่าวบัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่ และวรรคห้าแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้น การจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์ หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย" ดังนั้น เมื่อคดีของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือว่ากรณีของโจทก์นี้เป็นการเวนคืนซึ่งการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดตามความหมายของข้อ 5 วรรคหนึ่ง แห่งประกาศดังกล่าว การกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน จำเลยทั้งสองจึงต้องกำหนดราคาเบื้องต้นตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ข้อ 1 โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์โดยถือเกณฑ์ตามมาตรา 9 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยถือตามราคาตามมาตรา 21(2)หรือ (3) แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์จึงไม่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมด้วย การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แม้จะกระทำเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนทั่วไป รัฐก็มีหน้าที่ชดใช้ค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมด้วย เมื่อการเวนคืนเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่ 3 ที่เหลือมีอาณาเขตไม่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนสำหรับราคาที่ดินที่ลดลงเพราะการเวนคืนของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21วรรคสาม แต่ขณะที่มีการเวนคืนที่ดินของโจทก์ที่ 3 ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคำนวณราคาที่ดินที่ลดลงออกมาใช้บังคับตามมาตรา 21 วรรคสี่ แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นหรือลดลงของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนพ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2537 ก็ตามแต่ตามมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคาตามพระราชกฤษฎีกานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนหรือพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ไม่มีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ดังนั้นพระราชกฤษฎีกานี้จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับกับคดีนี้ได้จึงต้องกำหนดค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 3 ส่วนที่เหลือที่ราคาลดลงโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่งโดยอนุโลม ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อการเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 29 ตารางวา ของโจทก์ที่ 3 ถูกตัดขาดจากที่ดินเดิมจนไม่มีถนนเข้าที่ดินซึ่งเห็นได้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือดังกล่าวย่อมมีราคาลดลงโดยสภาพ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนส่วนนี้ให้โจทก์ที่ 3 รวมเป็นเงิน 144,440 บาทนั้นจึงเหมาะสมแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องจ่ายเงินจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26วรรคสาม แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 3โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4601, 4602 และ 1832 รวมเนื้อที่3 งาน 87 ตารางวา โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4604 และ 1751 รวมเนื้อที่ 2 งาน 43 ตารางวา ที่ของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวอยู่ติดต่อกันและตั้งอยู่ตำบลมักกะสัน (พญาไท)อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการมีอำนาจหน้าที่บริหารงานของจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2530 มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินของโจทก์ 1 และที่ 2 เพื่อสร้างทางพิเศษเป็นเนื้อที่ 2 งาน 30 ตารางวาและเวนคืนที่ดินของโจทก์ที่ 3 เป็นเนื้อที่ 1 งาน 67 ตารางวาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ที่ 1และที่ 2 ในอัตราตารางวาละ 10,000 บาท

สำหรับที่ดิน 2 งาน14 ตารางวา และในอัตราตารางวาละ 20,000 บาท สำหรับที่ดิน16 ตารางวา รวมเป็นเงิน 2,460,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ที่ 3 ในอัตราตารางวาละ 10,000 บาท สำหรับที่ดิน 1 งาน66 ตารางวา และในอัตราตารางวาละ 20,000 บาท สำหรับที่ดิน1 ตารางวา รวมเป็นเงิน 1,680,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ไม่เป็นธรรมเพราะในวันที่ 1 มกราคม 2531 อันเป็นวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ30,000 บาท ในราคาเดียวกันทั้งแปลง โดยราคาที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ถูกเวนคืนควรจะเป็นราคา 6,900,000 บาท ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ 3 ที่ถูกเวนคืนควรจะเป็นราคา 5,010,000 บาทนอกจากนี้เวนคืนที่ดินของโจทก์ที่ 3 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่ 3 ที่เหลือ 76 ตารางวา

ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนและถูกตัดขาดจากถนน เป็นที่ดินซึ่งขาดสาธารณูปโภค จึงมีราคาลดลง 400,000 บาทโจทก์ทั้งสามยอมรับเงินค่าทดแทนที่จำเลยที่ 2 กำหนดให้ดังกล่าวเพื่อบรรเทาความเสียหายบางส่วน และโจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วยืนยันว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสมแล้วโจทก์ทั้งสามเห็นว่าราคาที่กำหนดให้ดังกล่าวไม่เป็นธรรม จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระและโจทก์ทั้งสามควรได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีของเงินค่าทดแทนเพิ่มด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทน 4,440,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 4,440,000 บาท

นับแต่วันที่24 กรกฎาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระเงินค่าทดแทน 3,730,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 3,730,000 บาท นับแต่วันที่12 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสามโดยชอบด้วยกฎหมายและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 30,000 บาท ตามเนื้อที่ดินทั้งหมดที่ถูกเวนคืนนั้นไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนโดยการประเมินทุนทรัพย์ตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530โดยมีหลักเกณฑ์แบ่งราคาที่ดินออกเป็น 2 หน่วย หน่วยที่ 1 ติดซอยในระยะ 40 เมตร กำหนดราคาตารางวาละ 20,000 บาท หน่วยที่ 2ซึ่งเป็นที่ดินนอกจากหน่วยที่ 1 กำหนดราคาตารางวาละ 10,000 บาทที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อยู่ในหน่วยที่ 1 รวม 16 ตารางวาคิดค่าทดแทนเป็นเงิน 320,000 บาท และอยู่ในหน่วยที่ 2 รวม 2 งาน14 ตารางวา คิดค่าทดแทนเป็นเงิน 2,140,000 บาท ที่ดินโจทก์ที่ 3อยู่ในหน่วยที่ 1 จำนวน 1 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทน 20,000 บาทและอยู่ในหน่วยที่ 2 จำนวน 1 งาน 66 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทน1,680,000 บาท และยังทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 3 ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ประโยชน์จากสาธารณูปโภค โจทก์ทั้งสามจึงไม่ได้รับความเสียหาย

ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดคิดได้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1และที่ 2 จำนวน 1,712,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,466,440 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 25มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น3,290,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 510,598.50 บาท และชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น 2,939,440 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 478,310 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดาและมารดาของโจทก์ที่ 3 และมีที่ดินอยู่ติดต่อกัน โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4601, 4602 และ 1832 รวมเนื้อที่ 3 งาน87 ตารางวา

โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่4604 และ 1751 รวมเนื้อที่ 2 งาน 43 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวตั้งอยู่ตำบลมักกะสัน (พญาไท) อำเภอดุสิตกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์สร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด ๆ ตลอดจนบำรุงรักษาทางพิเศษและดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางพิเศษ และกิจการอื่นอีก โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้แทนและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเมื่อวันที่31 ธันวาคม 2530 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต

เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530เพื่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วน สายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2531 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 2 งาน 30 ตารางวา และที่ดินของโจทก์ที่ 3 ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 1 งาน 67 ตารางวา จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนในการเวนคืนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตารางวาละ 10,000 บาทสำหรับที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 14 ตารางวา และตารางวาละ 20,000 บาทสำหรับที่ดิน 16 ตารางวา รวมเป็นเงิน 2,460,000 บาท กำหนดค่าทดแทนในการเวนคืนที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 ตารางวาละ 10,000 บาทสำหรับที่ดิน 1 งาน 66 ตารางวา และตารางวาละ 20,000 บาท

สำหรับที่ดิน 1 ตารางวา รวมเป็นเงิน 1,680,000 บาท และในการเวนคืนที่ดินดังกล่าวเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่ 3 ถูกแบ่งแยกออกเป็น2 ส่วน โดยที่ดินแปลงด้านหน้าโฉนดเลขที่ 4604 เหลือเนื้อที่47 ตารางวา ที่ดินแปลงด้านหลังโฉนดเลขที่ 1751 เหลือเนื้อที่29 ตารางวา โจทก์ทั้งสามยินยอมรับเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้ไว้เพื่อบรรเทาความเสียหาย โดยโจทก์ที่ 1และที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2532 โจทก์ที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2532 ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กำหนดจำนวนค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามถูกต้องและเป็นธรรมแล้วมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า

จำเลยทั้งสองกำหนดจำนวนค่าทดแทนที่ดินที่เวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตยานนาวา เขตห้วยขวางเขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 ที่กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อ 22แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515พ.ศ. 2530 ประกอบกับมาตรา 5 วรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ซึ่งข้อ 22 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วดังกล่าวบัญญัติว่า "เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างหรือขยายทางพิเศษ ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่นให้ดำเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์"และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการใด ๆ อันจำเป็นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศหรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อการผังเมือง หรือเพื่อการพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม หรือเพื่อการปฏิรูปที่ดินหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น

ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่น ให้ดำเนินการเวนคืนตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้"ดังนั้น การกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนจำเลยทั้งสองจึงต้องกำหนดราคาเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ประกอบมาตรา 21(2)หรือ (3) แต่ต่อมาหลังจากมีการฟ้องคดีแล้ว ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ข้อ 1 ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา 9แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และบัญญัติความใหม่แทนว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24"

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2534 โดยข้อ 5 วรรคหนึ่งแห่งประกาศดังกล่าวบัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่ และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้นการจัดซื้อ การจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์ หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย" ดังนั้น เมื่อคดีของโจทก์ทั้งสามยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือว่ากรณีของโจทก์ทั้งสามนี้เป็นการเวนคืนซึ่งการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดตามความหมายของข้อ 5 วรรคหนึ่ง

แห่งประกาศดังกล่าวการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืน จำเลยทั้งสองจึงต้องกำหนดราคาเบื้องต้นตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ข้อ 1 โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21มาตรา 22 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า"เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามาตรา 18 นั้นถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6(2)

ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม"การที่จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยถือเกณฑ์ตามมาตรา 9 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยถือตามราคาตามมาตรา 21(2) หรือ (3) แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์ จึงไม่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามเพิ่มขึ้น

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้วมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองจะต้องใช้ค่าทดแทนเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามเพียงใดข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม2531 เจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตารางวาละ 20,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 ซึ่งวันดังกล่าวตรงกับวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวาเขตห้วยขวาง

เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530ที่เวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามีผลใช้บังคับ นอกจากราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวแล้ว โจทก์มีนายวิสิทธิ์จงดีรันดร์ ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนประมาณ 500 เมตร และนางสาวสุภาพร ศรีเรืองสกุลซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้กับที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นพยานเบิกความว่าระหว่างปี 2530 ถึงปี 2531 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประมาณตารางวาละ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาทและนางฉันทนา ศรีสุวรรณวิลัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด กับนายชลิต

สถิตย์ทองรองผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สำนักงานใหญ่ก็เบิกความเป็นพยานโจทก์มีใจความทำนองเดียวกันว่า ในปี 2531ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประมาณตารางวาละ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท เมื่อพิจารณาสภาพและที่ตั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสามมาประกอบแล้ว เห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามตั้งอยู่ในย่านเจริญ ใกล้กับศูนย์การค้าโรงพยาบาล ธนาคาร และที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีลักษณะเป็นผืนเดียวกัน โดยที่ดินดังกล่าวได้ทำถนนภายในไว้ด้วย สามารถเข้าออกสู่ซอยสาธารณะได้สะดวกเพราะโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดามารดาของโจทก์ที่ 3 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามจึงน่าเชื่อว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปี 2531 ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดต่ำกว่านี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามก็เพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนทั่วไปโจทก์ทั้งสามจึงไม่ควรได้รับค่าทดแทนจนเต็มราคาหรือตามที่โจทก์ทั้งสามพอใจเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ทั้งสามเสนขายที่ดินในวิถีทางธุรกิจต่อเอกชนด้วยกันนั้น เห็นว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แม้จะกระทำเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนทั่วไป รัฐก็มีหน้าที่ชดใช้ค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมด้วยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนตารางวาละ 25,000 บาท

นั้น จึงถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ในการเวนคืนเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่ 3 ส่วนที่เหลือมีอาณาเขตไม่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 4604 มีเนื้อที่เหลือจากการเวนคืน 47 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1751เหลือเพียง 29 ตารางวา ซึ่งโจทก์ที่ 3 นำสืบว่าการเวนคืน ทำให้ราคาที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ที่ 3 ลดลงจากตารางวาละ 30,000 บาทเหลือเพียงตาราวาละ 10,345 บาท โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนสำหรับราคาที่ดินที่ลดลงเพราะการเวนคืนของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคสาม ขณะที่มีการเวนคืนที่ดินของโจทก์ที่ 3 ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคำนวณราคาที่ดินที่ลดลงออกมาใช้บังคับตามมาตรา 21 วรรคสี่

แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นหรือลดลงของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืน พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2537 ก็ตามแต่ตามมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่าหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคาตามพระราชกฤษฎีกานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนหรือพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ไม่มีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ดังนั้น พระราชกฤษฎีกานี้จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับกับคดีนี้ได้ จึงต้องกำหนดค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 3ส่วนที่เหลือที่ราคาลดลงโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่งโดยอนุโลม ในฐานที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ในข้อนี้ข้อเท็จจริงยุติว่าการเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน29 ตารางวา ของโจทก์ที่ 3 ถูกตัดขาดจากที่ดินเดิมจนไม่มีถนนเข้าที่ดินซึ่งเห็นได้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือดังกล่าวย่อมมีราคาลดลงโดยสภาพ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนส่วนนี้ให้โจทก์ที่ 3รวมเป็นเงิน 144,440 บาท นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้วส่วนดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระเพิ่มขึ้นนั้นพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น"ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นจึงถูกต้องแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · สุทธิ นิชโรจน์ · ยรรยง ปานุราช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้