Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.พ. มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่จะโต้แย้งคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้อื่นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้ จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,204,784.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,534,270.96 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 5,058,585.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,534,270.96 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 5,058,858.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 4,706,294.51 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100,000 บาท นับถัดจากฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จมิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบกับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 074-2-020-530-8 จำนวน 6,298,261.53 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย. 5328/2542 ระหว่าง บริษัทสหวิริยาโอเอ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไทยเวฟอินเตอร์เนชั่นแนง บรอดคาสติ้ง จำกัด จำเลย เป็นเงิน 83,550,192.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้แต่ละครั้งรวม 45 ครั้ง นับแต่วันกู้แต่ละครั้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ต่อดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2542) รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 29,099,175.14 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้แล้ว ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดของจำเลยที่ 1 เหลือพอที่จะให้ผู้ร้องบังคับคดีชำระหนี้

ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ถูกบังคับคดี จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ร้อยละ 60 และทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระรามที่ 3 ตามบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 079-2-020-530-8 จำนวน 9,165,454.52 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ 6,298,261.53 บาท ยังคงเหลือเงินในบัญชี 2,867,192.99 บาท ไม่ติดภาระผูกพันใด และจำเลยที่ 1 มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน หากนำออกขายทอดตลาดจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท หนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องเกิดจากผู้บริหารของผู้ร้องฉ้อฉลให้ผู้แทนจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราในหนังสือสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วนำไปกรอกข้อความโดยไม่แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้

ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ภายหลังจากจำเลยที่ 1 หยุดดำเนินกิจการ ทำให้ไม่อาจต่อสู้คดีได้และเป็นคดีสืบพยานฝ่ายเดียว ขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ การที่โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่จะโต้แย้งคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน

ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ผู้ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือไม่จะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่ ซึ่งโจทก์ก็หาได้คัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 เลื่อนการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · สายันต์ สุรสมภพ · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้