Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1703/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 คราวติดต่อกัน โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็ไม่ได้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามข้อสัญญาโดยยังคงถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความผูกพันต่อกันตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป การที่ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ตามข้อสัญญาและตามมาตรา 573 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันตามมาตรา 573นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ มิใช่กรณีสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือประพฤติผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามมาตรา 573 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 3 งวด ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังกล่าว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกนั้นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3ได้ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ 1 คันราคา 2,935,700 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 500,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 81,190 บาท จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจึงได้ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1จึงเลิกกันตามข้อสัญญา จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างอีก 243,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,930 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 261,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 243,570 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่เคยค้างชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจากจำเลยทั้งสามหลังจากที่ได้รับมอบทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อคืนแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 243,570 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 162,380บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2527 และในต้นเงิน 81,190 บาทนับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 17,930 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกได้เพียงใดหรือไม่ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า

จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 งวดละ 81,190 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2526 วันที่ 16 ธันวาคม 2526และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2527 ตามลำดับ ให้แก่โจทก์อยู่ก่อนที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ที่สำนักงานสาขาหาดใหญ่ ของโจทก์ในเดือนมีนาคม 2527 และศาลฎีกาได้พิเคราะห์หนังสือสัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประกอบแล้ว ปรากฏว่า สัญญาดังกล่าวข้อ 12. ระบุว่า"ผู้เช่าซื้อจะเลิกสัญญาเช่าซื้อนี้ในขณะใด ๆ ก็ได้ แต่ต้องนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ณ สำนักงานธุรกิจหรือโกดังสินค้าของผู้ให้เช่าซื้อในสภาพที่สมบูรณ์ใช้การได้ โดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเองทั้งสิ้น..." ข้อ 13.

ระบุว่า "หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ 2 คราวติดกันถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ทันที..." และข้อ 14. ระบุว่า"ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือผู้เช่าซื้อประพฤติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดสัญญานี้เป็นอันยกเลิกเพิกถอนไปทันที ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาทรัพย์สินที่ค้างชำระ... ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ..."แต่ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 และที่ 8 รวม2 คราวติดต่อกันดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายวัฒนชัยพยานโจทก์ว่า โจทก์ไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน โดยยังให้โอกาสจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อมาชำระต่อไปและต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 9 ได้

พฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 คราวติดต่อกันดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1ต่างก็ไม่ได้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามสัญญาข้อ 13.แล้วแต่อย่างใด โดยยังคงถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความผูกพันต่อกันตามสัญญาเช่าซื้อนั้นต่อไป การที่ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์ในเดือนมีนาคม 2527 นั้นจึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 12. และตามบทบัญญัติ มาตรา 573 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ดังกล่าว

การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์เช่นนี้ มิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหรือประพฤติผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาข้อ 14. และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 เช่นนี้แล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 3 งวดอยู่ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันดังกล่าว

โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกนั้นได้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องแล้ว แม้จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อของจำเลยที่ 1โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้