คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำนองที่ดินไว้กับจำเลย โจทก์ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนไปแล้ว โจทก์ขอไถ่จำนอง จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรับการไถ่ถอนจำนองจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์ผ่อนชำระต้นเงินครั้งแรกแล้วไม่ได้ชำระให้อีก ส่วนดอกเบี้ยยังคงค้างชำระอีก ขอให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองตามจำนวนเงินที่ค้างโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์จะต้องชำระต้นเงินตามฟ้องจำเลยผิดนัด โจทก์ไม่ต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จำเลยไม่ได้แจ้งการบังคับจำนองให้โจทก์ทราบ ไม่ควรรับฟ้องแย้ง วันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่ายินดีไถ่ถอนจำนอง แต่เกี่ยงเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างศาลชั้นต้นยกฟ้องและฟ้องแย้งของโจทก์จำเลยโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยรับไถ่ถอนการจำนองจากโจทก์เป็นเงิน 78,968.75 บาทจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า
แม้ตามสัญญาระบุว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือนก็ดี เมื่อโจทก์จำเลยไปตกลงกันนอกสัญญาเรื่องชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา (ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1) ว่าเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 1,900 บาท ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อันเป็นความผิดทางอาญา เมื่อโจทก์ได้ชำระไปแล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 โจทก์จะเอาดอกเบี้ยส่วนที่ชำระเกินไปจากสัญญามาคิดหักเป็นการชำระต้นเงินไม่ได้และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองก่อนจึงฟ้องแย้งบังคับจำนองไม่ได้นั้น ศาลฎีกาก็ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะคดีนี้ในวันชี้สองสถานคู่ความต่างแถลงรับแล้วว่ายินดีไถ่ถอนการจำนองรายนี้ จึงถือได้ว่าคู่ความไม่ติดใจโต้เถียงเรื่องการบังคับจำนองแล้ว
เพียงแต่โต้แย้งกันเรื่องจำนวนเงินที่จะไถ่ถอนเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อศาลได้ชี้ขาดถึงจำนวนเงินที่จะต้องชำระกันแล้วก็ชอบที่จะพิพากษาบังคับจำนองไปได้พิพากษาแก้ ให้โจทก์ชำระต้นเงิน 95,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2505 จนกว่าจะชำระเสร็จ