คำฟ้องและคำให้การ
กรณีเรื่องนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองโดยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน ๒,๓๔๕,๒๙๕ บาท ๕๒ สตางค์ กับดอกเบี้ย ในที่สุดจำเลยทั้ง ๓ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินให้แก่โจทก์ ๒,๓๔๕,๒๙๕.๕๒ บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี โดยจำเลยผลัดชำระใน ๖ เดือน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้เป็นไปตามยอม ชั้นบังคับคดีโจทก์นำยึดทรัพย์จำเลยขายทอดตลาดได้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโจทก์ยื่นคำขอว่าเงินที่ขายได้ยังไม่พอชำระหนี้โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลย ซึ่งยังไม่ได้ยึดและที่ดินกับโรงเลื่อยจักร เฉพาะส่วนของนางจำรัส จำเลยซึ่งมีกรรมสิทธิร่วมกับผู้อื่น ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ยึดได้เฉพาะทรัพย์จำนองความบัญชีคำร้องของโจทก์อันดับ ๑ เท่านั้น นอกนั้นยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเมื่อบังคับคดีแก่ทรัพย์สินจำนองแล้วยังไม่พอกับหนี้ โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์อื่นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วนได้ นางจำรัส
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อที่นางจำรัสฎีกาว่าจำเลยถูกหลอกลวงจากโจทก์โดยมิเป็นธรรมให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจำเลยชอบที่จะยกเป็นเหตุอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมความนั้นได้ตาม วิ.แพ่ง ม.๑๓๘ แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาและปล่อยให้มีการบังคับคดีไปตามคำพิพากษานั้นส่วนหนึ่งแล้ว จำเลยจะยกเอาเหตุที่กล่าวขึ้นอ้างในเวลานี้หาได้ไม่ ส่วนข้อที่ว่าโจทก์จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของนางจำรัสได้หรือไม่เห็นว่าเมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินให้แก่โจทก์ และศาลได้มีคำพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามยอมนั้นแล้ว ทั้งตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิได้กล่าวว่าโจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองกันไว้ ฉนั้นโจทก์จึงชอบที่จะบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากทรัพย์ใด ๆ ของจำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตาม ป.วิ.แพ่ง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์