Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16750/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นบริษัทเฉพาะกิจ ตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมผู้บริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีวัตถุประสงค์รับเป็นผู้จัดการดูแลผลประโยชน์และเก็บผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกันของลูกหนี้ รายบริษัทคันทรี่ฯ ซึ่งปรับโครงสร้างหนี้กับ (บสท.) โดยผ่านกระบวนการฟื้นฟูของศาลล้มละลายกลาง การที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของบริษัทคันทรี่ฯ แล้วขายคืนให้แก่นิติบุคคลทั้งสามที่ลูกหนี้เสนอซื้อก็เป็นไปเพื่อแก้ไขฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ (บสท.) เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ย่อมถือได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันของลูกหนี้ของโจทก์เป็นการขายแทน บสท. เมื่อ บสท. ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรจากกฎหมายทั้งปวงในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จึงไม่มีภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภธ.73.1 - 01003140 - 25501010 - 006 - 00001 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (0ธ.1)/87/2551 หรือพิจารณางดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้และมีหนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์รัตนสิน จำกัด และธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2544 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนหนี้ของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจาก 4 สถาบันการเงินตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ.2544 โดยมีภาระหนี้เป็นเงินต้น 8,936,328,633.62 บาท และดอกเบี้ยค้างรับตามสิทธิ 4,152,230,543.90 บาท หนี้ดังกล่าวมีหลักทรัพย์จำนองเป็นประกันหนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 376, 9678, 13438 และ 18007 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 377 และ 6426 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ห้องชุดเลขที่ 87/1-87/60 และ 88/1-88/180 อาคารชุดคันทรี่ มาริน่าริเวอร์ คอนโดวิว ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6990 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินโฉนดเลขที่ 373 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ประชุมผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติให้ตั้งบริษัทโจทก์และให้ผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของโจทก์ โดยจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 ตามข้อ 6.3.1 (2) (ข) ของแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย)

จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2547 โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์โครงการคันทรี่มารีน่าซิตี้ซึ่งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้โดยติดจำนองในราคา 836,500,000 บาท ตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่บริษัทมายคันทรี่ จำกัด บริษัทมายสมุย จำกัด บริษัทวันพลัส พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ในราคา 866,149,914.38 บาท ตามเงื่อนไขของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และแผนฟื้นฟูกิจการ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากเจ้าพนักงานประเมินว่า ในเดือนธันวาคม 2547 โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40)

เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 44,896,841.82 บาท เบี้ยปรับ 89,793,683.64 บาท เงินเพิ่ม 22,897,389.33 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 15,758,791.48 บาท รวมเป็นเงิน 173,346,706 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ตามมาตรา 29 วรรคสอง และมาตรา 43 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ประชุมผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้มีมติจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นเพื่อมีวัตถุประสงค์รับจัดการดูแลผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกันของลูกหนี้รายบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หลังจากจัดตั้งบริษัทโจทก์ โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยติดจำนองตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และแผนฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง

โจทก์จึงมีสถานะเป็นลูกหนี้จำนองตามแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ได้ใช้สิทธิซื้อคืน โจทก์ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่นิติบุคคลทั้ง 3 บริษัท ที่ลูกหนี้เสนอชื่อ เป็นการชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นบริษัทเฉพาะกิจและเป็นตัวแทนในการดำเนินงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 29 วรรคสอง และมาตรา 43 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ข้อ 6.3.1 (2) (ข) ที่กำหนดให้บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันกลุ่มที่ 1 คือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ในลักษณะติดจำนองให้แก่โจทก์ซึ่งจะจัดตั้งโดยผู้บริหารแผนและผู้ถือหุ้นทั้งหมดโดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันเพื่อชำระหนี้ บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีสิทธิซื้อคืนทรัพย์หลักประกันจากเจ้าหนี้ได้ในราคาที่โอนทรัพย์ชำระหนี้บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราเอ็มแอลอาร์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

คำนวณนับตั้งแต่วันที่โอนทรัพย์ชำระหนี้จนถึงวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายทรัพย์หลักประกันคืนแก่บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลล้มละลายกลางดำเนินการต่อไปได้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยที่ประชุมผู้บริหารจึงมีมติจัดตั้งบริษัทโจทก์ขึ้น โดยมีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยถือหุ้น 994 หุ้น ส่วนผู้บริหารของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยถือหุ้นคนละ 1 หุ้น รวมเป็น 1,000 หุ้น และได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนทรัพย์หลักประกันในโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ และจัดเก็บผลประโยชน์จากการรับโอนหลักประกัน

หลังจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันแล้ว บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ได้ใช้สิทธิซื้อคืนโดยเสนอชื่อ บริษัทมายคันทรี่ จำกัด บริษัทมายสมุย จำกัด และบริษัทวันพลัส พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด มายังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งตามวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยครั้งที่ 39/2548 วาระที่ 4.0.1 ขออนุมัติดำเนินการโอนขายคืนทรัพย์สินโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติอนุมัติให้ดำเนินการโอนขายคืนทรัพย์ตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยให้ผู้ซื้อคืนทรัพย์หลักประกันโครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ชำระราคาคืนตามที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ โดยให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับชำระค่าซื้อคืนทรัพย์หลักประกันด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทวันพลัส

พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งอาวัลโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และปราศจากเงื่อนไขในการจ่ายเงิน สั่งจ่ายในชื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีกำหนดใช้เงินไม่เกิน 1 ปี นับจากวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายทรัพย์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ คืน โดยระบุจำนวนเงินเท่ากับราคาซื้อคืนทรัพย์จำนวน 836,500,000 บาท บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.75 ต่อปี คำนวณนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายหลักประกันดังกล่าวคืนจนถึงวันที่กำหนดใช้เงินตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนดำเนินการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดำเนินการออกหนังสือถึงธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันการอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน

เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไถ่ถอนจำนองทรัพย์หลักประกันและให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์โครงการคันทรี่ มารีน่า ซิตี้ ให้แก่บริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อ โดยให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามจำนวนเงินที่โจทก์ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย และหักคืนเงินที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทดรองจ่ายดังกล่าวจากรายรับที่ได้จากการขายทรัพย์สินโครงการคันทรี่มารีน่า ซิตี้ และนำเงินส่วนที่เหลือนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง บริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อจะชำระ แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนองให้แก่นิติบุคคลทั้งสามบริษัทที่ลูกหนี้เสนอชื่อ เป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย)

จำกัด (มหาชน) และเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000 บาท และไม่ได้ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากการรับโอนและขายคืนทรัพย์หลักประกันในคดีนี้ ทั้งมีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้ถือหุ้น 994 หุ้น กับมีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่แห่งเดียวกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ประกอบกับเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายคืนทรัพย์หลักประกัน โจทก์ก็นำไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยไม่มีกระแสเงินสดของการขายทรัพย์หลักประกันผ่านเข้าบริษัทโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินการของโจทก์ที่รับโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในโครงการคันทรี่

มารีน่า ซิตี้ ซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันการชำระหนี้ของบริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แล้วขายคืนให้แก่นิติบุคคลทั้งสามที่ลูกหนี้เสนอชื่อก็เป็นไปเพื่อแก้ไขฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ย่อมถือได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันของลูกหนี้ของโจทก์เป็นการขายแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรจากกฎหมายทั้งปวงในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 43 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ.2544 จึงไม่มีภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลย จำเลยจึงไม่อาจประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ. 73.1 - 01003140 - 25501010 - 006 - 00001 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2550 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (0ธ.1)/87/2551 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · กรองเกียรติ คมสัน · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.15/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ240/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ106/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้