Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สมุห์บัญชีและพนักงานเทศบาลผู้มีหน้าที่ตรวจและควบคุมงานจ้างหักเงินที่จ่ายแก่ผู้รับเหมาไว้ร้อยละ 10 แบ่งกัน เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย ผู้ได้รับอำนาจสอบสวนตามประกาศทำการสอบสวนแล้ว อัยการฟ้องได้ จำเลยที่ 5 ถอนอุทธรณ์ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตและออกหมายแจ้งโทษเด็ดขาดแล้วจำเลยอื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 คนเดียวไม่ชอบ ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุกจำเลยที่ 2 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 5 ตามมาตรา 157 1 ปี 6 เดือน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "เฉพาะจำเลยที่ 5 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนั้น จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2519 และในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เนื่องจากยังไม่ได้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 5 ถอนอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2519 ดังนั้นคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 จึงเป็นอันเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 202 ที่ศาลอุทธรณ์ได้รับวินิจฉัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวแก่จำเลยที่ 5 ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น แล้วพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นั้นเป็นการไม่ชอบศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาเกี่ยวแก่จำเลยที่ 5 และที่โจทก์ฎีกามาทั้งหมดเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 5 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น

ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นการไม่ชอบ แต่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกามาด้วย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าบุคคลที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้นมาสอบสวนคดีนี้ไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการกระทำผิดตามฟ้องอยู่นอกขอบอำนาจหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว ถือได้ว่าไม่มีการสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าตามเอกสารที่โจทก์ส่งศาลปรากฏว่ามีคำสั่งกองบัญชาการคณะปฏิวัติที่ 280/2515 ลงชื่อจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่งตั้งให้พันโทณรงค์ กิตติขจร เป็นผู้อำนวยการสืบสวนสอบสวนจับกุมควบคุมตัวบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคมรวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ตามความจำเป็น จากนั้นหัวหน้าคณะปฏิวัติได้มีคำสั่งที่ 292/2515 เพิ่มเติมคำสั่งฉบับแรกว่ามีบุคคลบางคน บางกลุ่ม ได้บีบบังคับข่มขืนใจ อันเป็นการเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยไม่เป็นธรรม หรือกระทำการใด ๆอันน่าจะเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบสุขของประชาชนการบริหารของรัฐและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ

ดังนั้นเพื่อที่จะขจัดบุคคลดังกล่าวมิให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ จึงแต่งตั้งให้พันโทณรงค์ กิตติขจร มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามความมุ่งหมายดังกล่าวข้างต้นและต่อมาหัวหน้าคณะปฏิวัติได้มีคำสั่งที่ 347/2515 เพิ่มเติมคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว ยืนยันถึงอำนาจหน้าที่ของพันโทณรงค์ว่าให้มีอำนาจครอบคลุมไปถึงการกระทำทั้งหลายทั้งในส่วนอาญาและส่วนแพ่งการจับกุมคุมขังก็ให้กระทำไปโดยมิต้องขออนุญาตหรือขอคำสั่งศาล และให้คุมขังไว้ได้จนกว่าจะมีคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติให้ปล่อยตัวหรือลงโทษแล้วแต่กรณี

จากนั้นพันโทณรงค์ได้มีคำสั่งของกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคมที่ 3/2515 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งของคณะปฏิวัติที่กล่าวมาแล้ว แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทางจังหวัดภาคเหนือซึ่งมีจังหวัดลำปางรวมอยู่ด้วย โดยตั้งให้พันเอกอารี ธิยะใจ เป็นหัวหน้าสืบสวนและสอบสวน กับตั้งบุคคลอื่นอีก 18 คนรวมทั้งร้อยตำรวจโทสมชาย สุทธิไวยกิจ ผู้จดคำให้การผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนและสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังนี้ คำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติซึ่งมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นเป็นอำนาจสูงสุด คำสั่งทุกฉบับเสมือนเป็นกฎหมาย การที่พันเอกอารีกับพวกดำเนินการสืบสวน จับกุม และสอบสวนคดีนี้ก็เพราะจำเลยทุกคนเป็นเจ้าพนักงานของเทศบาล ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น

เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ในการก่อสร้าง ก็ย่อมเป็นภัยที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารของรัฐ เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ อยู่ในขอบอำนาจตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ คณะบุคคลดังกล่าวจึงเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถือได้ว่าคดีนี้มีการสอบสวนโดยชอบแล้วโจทก์มี อำนาจฟ้อง" ฯลฯ"ข้อเท็จจริงก็ยังฟังได้ว่าผู้รับเหมาทั้งสองได้ให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ทุกครั้งที่จ่ายเงินค่าจ้างไม่ว่าจะเป็นรายงวดหรือเมื่องานเสร็จลง มีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่าเงินที่หักเอาไว้นั้น จำเลยที่ 2 เอาไว้เพื่อประโยชน์ของตนคนเดียวหรือเพื่อจำเลยคนอื่น ๆ ด้วย ในทางสอบสวนจำเลยที่ 2 ได้ให้การตอนแรกเมื่อถูกสอบในฐานะพยานว่า

จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งให้หักเงินไว้ร้อยละ 10 ของการจ่ายเงินแต่ละงวด จำเลยที่ 2 จึงหักไว้ตามคำสั่งแล้วนำไปมอบแก่จำเลยที่ 1เหตุที่ผู้รับเหมายอมให้หักเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความสะดวกในการทำงานกับเทศบาล เพราะจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง ทั้งควบคุมแผนกช่างกับแผนกคลังด้วย เงินที่หักไว้นี้แบ่งกันหลายคน ตั้งแต่นายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 ปลัดเทศบาล และพวกแผนกช่าง ครั้นต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพ ปรากฏตามคำเบิกความของพันเอกอารีพยานโจทก์และจำเลยคำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์ส่งศาล

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นสมุห์บัญชี ไม่มีหน้าที่ให้คุณให้โทษในด้านการควบคุมงานและตรวจรับมอบงานฉะนั้นลำพังจำเลยที่ 2 คนเดียวไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้อำนาจหักเงินเองได้ ถึงจะขอหักเงิน ผู้รับเหมาก็คงไม่ยอมให้ จึงเชื่อได้ว่าเงินที่หักไว้นี้จะต้องหักไว้ร้อยละ 10 ดังฟ้องและจะต้องนำไปแบ่งกันในระหว่างจำเลยที่ 2กับผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมและตรวจรับมอบงาน คือจำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4ดังเช่นที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ตอนถูกสอบสวนในฐานะพยาน เงินที่หักไว้นี้ แม้ว่านายสมบูรณ์และนายอินทบูนจะเบิกความในชั้นศาลว่าเพื่อช่วยในการเลี้ยงงานสงกรานต์ งานวันเด็ก หรืองานปีใหม่ ก็เป็นความเข้าใจของตนซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จะเอาเงินไปทำประการใด

ผู้รับเหมาทั้งสองย่อมไม่มีทางรู้ ถือได้ว่าเป็นการเรียกหรือยอมรับเงินโดยมิชอบจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจการจ้าง จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ควบคุมงานจ้างของเทศบาล ดังนั้นการเรียกและรับเงินดังกล่าวเพื่อการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง จึงมีความผิดตามบทกฎหมายที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 5 บังคับตามศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิถี ปานะบุตร · อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้