Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งมีอายุเพียง8ปีเศษเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวแต่เมื่อเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่งตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสาทั้งเรื่องราวหลังเกิดเหตุยังสอดคล้องเชื่อมโยงกันดีกับพยานอื่นทำให้เชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

แม้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งมีอายุเพียง8ปีเศษเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวแต่เมื่อเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาปราศจากการปรุงแต่งตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสาทั้งเรื่องราวหลังเกิดเหตุยังสอดคล้องเชื่อมโยงกันดีกับพยานอื่นทำให้เชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิง ผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 91จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี2 กระทง รวมจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 8 ปีเศษ จำเลยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียน ธีระวิทยาซึ่งผู้เสียหายเรียนอยู่ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุครั้งแรก จำเลยใช้ให้ผู้เสียหายไปเอาปุ้งกี๋ที่ห้องเก็บของโดยจำเลยเดินตามไปด้วยแล้วจำเลยสั่งให้ผู้เสียหายนอนลงบนเก้าอี้ยาวพร้อมกับให้หลับตา จากนั้นจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหาย 2 ถึง 3 ครั้ง เสร็จแล้วสั่งให้ผู้เสียหายลุกขึ้นแล้วนำปุ้งกี๋ออกจากห้องไป ส่วนในวันเกิดเหตุครั้งหลังจำเลยเรียกให้ผู้เสียหายเข้าไปในห้องเก็บของอีก แล้วให้ผู้เสียหายนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับหลับตาและอ้าปาก

ต่อมาจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในปากของผู้เสียหาย สักครู่หนึ่งจำเลยก็เอาออกแล้วทั้งคู่แยกย้ายกันกลับ จ่าสิบตำรวจสุกิจพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า หลังเกิดเหตุครั้งที่สอง 2 วัน ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พยานฟัง พยานพาผู้เสียหายไปแจ้งต่อครูใหญ่โรงเรียนธีระวิทยาทราบ ครูใหญ่แนะนำให้พยานแจ้งความที่สถานีตำรวจ พยานจึงนำผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกวัฒนชัย จันทิมางกูร พนักงานสอบสวนในวันนั้น ร้อยตำรวจเอกวัฒนชัยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ผู้เสียหายอ้างว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารจริง และเมื่อนำตัวจำเลยมาให้ผู้เสียหายดูผู้เสียหายก็ยืนยันว่าไม่ผิดตัว เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันดี

ไม่มีพิรุธ โดยเฉพาะผู้เสียหายซึ่งยังเป็นผู้เยาว์มีอายุเพียง 8 ปีเศษ เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ ข้อเท็จจริงที่อ้างถึงเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ปราศจากการปรุงแต่ง เป็นลักษณะตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสาโดยแท้ ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเบิกความเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวก็มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้เช่นนั้นที่จำเลยฎีกาว่าจ่าสิบตำรวจสุกิจและร้อยตำรวจเอกวัฒนชัยอยู่เบื้องหลังการสอบสวน คดีนี้และแต่งเรื่องให้ผู้เสียหายเบิกความนั้น จำเลยหาได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวอ้างไม่ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน

ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะแกล้งเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า มีสาเหตุมาจากการที่จำเลยโมโหผู้เสียหายที่เดินไปเอาปุ้งกี๋ช้าจึงล๊อกคอผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายโกรธเคืองจำเลยนั้น ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวัฒนชัยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยกอดคอผู้เสียหายเท่านั้น จึงไม่ตรงกับข้อนำสืบของจำเลยทำให้ขาดน้ำหนักและแม้จะเป็นไปดังที่จำเลยอ้าง การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่น่าจะถึงขนาดทำให้ผู้เสียหายและจ่าสิบตำรวจสุกิจโกรธแค้นแล้วทั้งหมดร่วมมือกันกลั่นแกล้งดำเนินคดีนี้แก่จำเลย เนื่องจากหากจ่าสิบตำรวจสุกิจประสงค์จะกลั่นแกล้งจำเลยแล้วก็สามารถปั้นแต่งข้อหาอื่นเพื่อจับกุมจำเลยได้อยู่แล้ว

ไม่จำต้องนำเอาบุตรีของตนเองเป็นผู้เสียหายเพื่อเปิดเผยการกระทำของจำเลยในกรณีเช่นนี้เพราะเป็นเรื่องอับอายที่ควรจะปกปิดไว้เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนมากกว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคง ฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นสำหรับข้อที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาชีพเป็นครู น่าจะประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างในทางที่ดีเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติตาม แต่กลับมากระทำผิดเสียเองและตามพฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยในคดีนี้ก็เป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้มีอาชีพเป็นครูไม่ควรกระทำอย่างยิ่งจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำเลยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · อร่าม หุตางกูร · อำนวย เต้พันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้