Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1661/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 มาตรา 90/59 และมาตรา 90/69 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้วทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริหารแผน ผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ตามลำดับขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการร่วมกันทำให้บริษัทลูกหนี้เสียหายให้แก่บริษัทลูกหนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามมาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามมาตรา 151 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธรรมนิติและทรูธ จำกัด จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทไพร้ซ์ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เป็นบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการในการรับจ้างผลิตสินค้าจำพวกเบียร์ชนิดต่างๆ ตามแต่ว่าผู้ว่าจ้างจะจ้างให้ผลิต ซึ่งมีสูตรการผลิตแตกต่างกันไป เดิมทีมีสำนักงานและโรงงานตั้งอยู่ที่บางโพ

เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร และต่อมาในปี 2526 บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้มีการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตตามการเจริญเติบโตของธุรกิจผลิตเบียร์ของบริษัทจึงได้สร้างโรงงานใหม่ขึ้นตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ภายใต้การบริหารงานโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหารได้มีการขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 ประมาณ 1,000,000,000 บาท แต่ด้วยมูลเหตุจูงใจบางประการไม่ปรากฏชัด ซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้ให้กู้ได้ให้เงินกู้เกินสินเชื่อที่กำหนดไว้เบื้องต้น โดยให้เงินกู้เกินกว่าวงเงินเบื้องต้นเป็นจำนวนถึง 3,000,000,000 บาท ซึ่งเกินกว่าความต้องการถึง 2 เท่าตัวทำให้บริษัทไทยอมฤต

บริวเวอรี่ จำกัด มีภาระการชำระคืนเงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ยในปริมาณที่สูงมากตามจำนวนของต้นเงินกู้เป็นเหตุให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ไม่สามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลาตามสัญญากู้แก่จำเลยที่ 3 ได้จนในที่สุดเมื่อปี 2542 จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ว่าให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.5/2543 และจำเลยที่ 3 ในฐานะฝ่ายเจ้าหนี้เสียงข้างมากได้เสนอให้บริษัทไพร้ซ์ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผน และในเดือนตุลาคม 2543 จำเลยที่ 3 ได้เสนอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ตั้งจำเลยที่ 3 (ที่ถูกเป็นจำเลยที่ 1) เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และเป็นผู้ควบคุมและกำกับการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ร่วมกันกระทำละเมิด โดยร่วมกันจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวคือ เมื่อระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2543 อันเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ในการดำเนินกิจการบริษัทไทยอมฤต

บริวเวอรี่ จำกัด ของจำเลยที่ 1 ผู้บริหารแผน และจำเลยที่ 2 ผู้ทำแผน บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ว่าจ้างให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์แบล็กไทยเกอร์ (Black Tiger) และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) หลังจากที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับจ้างผลิตเบียร์ตามที่บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งจ้างผลิตอย่างต่อเนื่องในชื่อเบียร์แบล็กไทเกอร์ (Black Tiger) และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) และบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ลงมือทำการผลิตเบียร์อันเป็นสูตรเฉพาะของเบียร์แบล็กไทเกอร์ (Black Tiger) จำนวนประมาณ 1,500,000 บาท

ลิตร และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) จำนวน 200,000 ลิตร เพื่อการบรรจุใส่ภาชนะตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดต่อมาจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันวางแผน โดยจำเลยที่ 3 สั่งการให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาว่าจ้างการผลิตเบียร์จากบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ดังกล่าวโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยไม่ได้เตรียมแผนการด้านการตลาดที่ดีไว้รองรับทั้งๆ ที่ได้มีการผลิตเบียร์เอาไว้แล้วเพียงแต่รอบรรจุขวดก่อนส่งมอบสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงด้วยเพื่อไม่ให้บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย)

จำกัด มีสินค้าเบียร์ขายในช่วงเทศบาลเบียร์ประจำปี 2543 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างเดือนธันวาคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2544 ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหาย เพราะน้ำเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) จำนวน 1,496 เฮกโตลิตร และเบียร์แบล็กไทเกอร์(Black Tiger) จำนวน 10,989 เฮกโตลิตร ที่ผลิตไว้แล้ว ต้องได้รับความเสียหายทั้งหมด กล่าวคือไม่ได้บรรจุขวดตามกำหนด (ระยะเวลาการหมักเบียร์ก่อนบรรจุขวดไม่เกิน 2 เดือน) ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าของสินค้าเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) เป็นจำนวนเงิน 8,916,210 บาท และเบียร์แบล็กไทเกอร์(Black Tiger) เป็นจำนวนเงิน 46,070,468.92 บาท

รวมเป็นเงินจำนวน 54,986,678.92 บาท (คิดคำนวณตามราคาหน้าโรงงาน) นอกจากนี้ยังมีเบียร์บรูแม็กและเบียร์แบล็กไทเกอร์ที่ได้บรรจุในภาชนะแล้วทั้งขวดใหญ่และขวดเล็กและบรรจุกระป๋องอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมจำหน่ายให้แก่บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ว่าจ้าง จึงทำให้เบียร์ทั้งสองชนิดดังกล่าวต้องได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้จัดจำหน่ายไปภายในเวลาที่กำหนด (เบียร์บรรจุขวดแล้วเก็บไม่ได้เกิน 6 เดือน) ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ขาดรายได้ที่พึงจะได้รับเงิน 54,986,678.92 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถนำเงินรายได้ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ และทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังได้ร่วมกันทำละเมิดต่อบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และโจทก์อีก กล่าวคือ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมาภายหลังจากที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้บอกเลิกสิทธิการจัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) ของบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้วได้จัดตั้งบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์เสียเอง บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการทั้งปวงของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ทำแผนและกำกับดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสูตรหรือกรรมวิธีการผลิตเบียร์คลอสเตอร์ด้วยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จนเป็นเหตุให้น้ำเบียร์ที่บรรจุขวดเป็นเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) แล้วเสียหายเกิดตะกอนขุ่นขึ้นมา

ความเสียหายได้เกิดขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนภายใต้การบริหารจัดการของจำเลยที่ 1 และการควบคุมดูแลของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ้งต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยทั้งสองอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่จนกระทั่งสินค้าเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) ที่ผลิตออกมาในภายหลังซึ่งได้ขายให้แก่บรรดาตัวแทนขาย (ยี่ปั๊ว) ไปแล้วได้ถูกทยอยส่งกลับคืนโรงงานเป็นจำนวน 102,500 กล่อง ราคากล่องละ 450 บาท (1 กล่องบรรจุได้ 12 ขวด) คิดเป็นค่าเสียหาย 46,125,000 บาท ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหายในจำนวนเงินซึ่งควรจะเป็นรายได้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่

จำกัด เพื่อใช้ในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ที่จะพึงได้รับในปัจจุบันและในอนาคต การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยทั้งสาม ที่มีฐานะลำบากอยู่แล้วต้องได้รับความเสียหายมากขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลผู้ประกอบอาชีพพิเศษ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำแผนและบริหารแผนทางธุรกิจการค้า การดำเนินงานจำต้องใช้วิจารณญาณที่สูงกว่าวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามส่งผลกระทบถึงโจทก์และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ได้เช่นกัน ทำให้โอกาสที่บริษัทไทยอมฤต

บริวเวอรี่ จำกัด ฟื้นฟูตัวยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โดยตรงและกรรมการของบริษัทหรือผู้บริหารกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ไม่จัดการฟ้องร้องตัวผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จึงขอใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องร้องต่อจำเลยทั้งสามเรียกให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ตามความเสียหายที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันก่อให้เกิดขึ้น รวมเป็นเงินจำนวน 101,111,673.92 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องเฉพาะกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายเท่านั้นหากบุคคลภายนอกก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทก็เป็นเรื่องของบริษัทจะฟ้องร้องบุคคลภายนอกเสียเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการแทนบริษัทได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลภายนอก มิใช่กรรมการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด หากจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องแทนบริษัทอมฤต

บริวเวอรี่ จำกัด ได้ แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ก็ตาม อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามฟ้องฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ลูกหนี้ เมื่อปี 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.5/2543 ของศาลล้มละลายกลางเป็นผลให้มีอำนาจหน้าที่ของกรรมการในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้สิ้นสุดลงตามมาตรา 90/20 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนเล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกอยู่แก่จำเลยที่ 2 ผู้ทำแผน และเมื่อในที่สุดที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วเป็นผลให้อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้บริหารแผนตั้งแต่ได้รับทราบคำสั่งศาลตามมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในระหว่างดำเนินการฟื้นฟูกิจการโจทก์ฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้แล้วตามบทบัญญัติมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ยังได้บัญญัติให้บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ ยกเว้นเฉพาะสิทธิที่จะได้เงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และในที่สุดตกแก่ผู้บริหารแผนคือจำเลยที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับด้วย ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะขอตรวจดูเอกสารบันทึกรายงานการประชุม สิทธิที่จะได้รับสำเนางบดุลบัญชีของบริษัท สิทธิในการขอรับสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น สิทธิในการเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207, 1197, 1140 และ 1176 เป็นสิทธิที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผู้ถือหุ้นคนนั้นๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับสิทธิในการรับเงินปันผลตามมาตรา 1201 ซึ่งต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้

ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้เลยว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องในส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละคนเท่านั้น จึงเป็นสิทธิที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะเข้าควบคุมกำกับดูแลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ในลักษณะเดียวกับสิทธิที่จะฟ้องกรรมการตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าสิทธิอื่นๆ ข้างต้นนั้นเป็นการดำเนินการกันอยู่ภายในบริษัท ส่วนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้ถือหุ้นใช้สิทธิควบคุมดูแลโดยผ่านทางศาลได้ ดังนั้นจึงมิใช่สิทธิเป็นการเฉพาะส่วนของตัวและต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 และ 90/59 เช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับผิดทางแพ่งในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/67 ได้บัญญัติกระบวนการควบคุมตรวจสอบการจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีการจัดการไม่เป็นไปตามแผนหรือโดยสุจริต หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ตรวจสอบ สามารถรายงานหรือมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องโดยตรงขอให้ศาลที่กำกับการจัดการอยู่อีกชั้นหนึ่งมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมและกำกับดูแลที่กว้างขวาง รวดเร็ว และรัดกุมมากยิ่งกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถึงสิทธิการตรวจสอบครอบงำการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทเสียอีก

นอกจากนี้ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเข้ามาจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยความยินยอมของที่ประชุมเจ้าหนี้และด้วยความเห็นชอบของศาล โดยให้ดำเนินการไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรรมการเจ้าหนี้และผู้บริหารของลูกหนี้ภายใต้การกำกับดูแลของศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25, 90/59 และ 90/67 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษ แต่กรรมการบริษัทแต่งตั้งได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นและต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1151 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน

ดังนั้นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัท ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นเป็นผลให้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ โจทก์ผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้วและอีกทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นต้นให้โจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ไม่ ที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พินิจ บุญชัด · พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้