Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อผลการตรวจค้นตัว ว. ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ว. ได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองต่อไปอีก จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจจับกุม ว. สมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องปล่อยตัว ว. ไป การที่จำเลยที่ 1 ยังจับกุม ว. จากศาลาท่าน้ำนำตัวไปไว้ที่สะพานข้ามคลองแสนแสบจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ออกปฏิบัติหน้าที่คู่กับจำเลยที่ 1 โดยใช้รถจักรยานยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 และอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มตรวจค้นจับกุมจนกระทั่งปล่อยตัว ว. ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำ ว. ไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบโดย ว. นั่งกลาง จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายมีลักษณะควบคุมตัว ว. ไม่ให้หลบหนีทั้งระหว่างที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจนถึงรับเงินจาก ว. จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยที่ 2 ก็นั่งรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 148, 157 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1992/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 148 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางได้จับกุมนายวินัย มินเจริญ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลาท่าน้ำริบคลองแสนแสบบริเวณชุมชนบึงพระราม 9 บ่อ 3 แล้วควบคุมตัวไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบห่างศาลาท่าน้ำประมาณ 400 เมตร แต่ต่อมาไม่นานได้ปล่อยตัวไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายวินัยเป็นบุคคลต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจตรวจค้นและจับกุมเพื่อส่งพนักงานสอบสวนได้โดยชอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายวินัยเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปขอตรวจค้นตัวพยาน แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า นายวินัยโยนสิ่งของลงไปในลำคลองนั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า สิ่งของที่โยนลงไปนั้นไม่ทราบว่าเป็นอะไรเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นและไม่ได้ลงไปเก็บ ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ โชติวรรณ พยานโจทก์ที่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้แจ้งทางวิทยุให้พยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกไปสืบสวนหาข่าวผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดบริเวณชุมชนบึงพระราม 9 ต่อมาประมาณ 2 ชั่วโมง

จำเลยที่ 1 ได้วิทยุแจ้งแก่พยานว่าได้ตรวจค้นผู้ต้องสงสัย ไม่พบการกระทำความผิดและได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยไป จึงรับฟังไม่ได้ว่านายวินัยได้โยนสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิดลงในลำคลองตามที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ ดังนั้น เมื่อผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่านายวินัยได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองอีกต่อไปอีก ซึ่งย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจจับกุมนายวินัย จึงเป็นการสมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องปล่อยตัวนายวินัยไป การที่จำเลยที่ 1 ยังจับกุมนายวินัยจากศาลาท่าน้ำนำตัวไปไว้ที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 1 จะนำตัวนายวินัยไปสถานีตำรวจแต่ถูกพวกญาติของนายวินัยขัดขวางไว้ จึงต้องนำตัวมาไว้ที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบและวิทยุแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ผู้บังคับบัญชาให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามความเหมาะสม จำเลยที่ 1 เห็นว่าจับของกลางไม่ได้ จึงปล่อยตัวนายวินัยโดยไม่ได้เรียกหรือรับเงินจากนายเซ็มบิดาของนายวินัยนั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายเซ็มเบิกความว่าหลังจากทราบว่านายวินัยถูกจับพยานไปที่ศาลาท่าน้ำพบจำเลยที่ 1 กำลังล็อกคอนายวินัย พยานพูดว่าประเสริฐนี่ลูกชายผม จำเลยที่ 1 พูดว่านี่ลูกชายบังหรือ จำเลยที่ 1 ปล่อยนายวินัยแล้วอีกครู่หนึ่งก็บอกให้พยานไปคุยกันที่ใต้สะพานข้ามคลอง พยานชวนนายมานะ ยิ้มใย ให้เดินตามไปด้วยกัน

เมื่อถึงใต้สะพานนายมานะเข้าไปคุยกับจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 นาที ก็ยกมือชูห้านิ้ว พยานเข้าใจว่าหมายถึงเงิน 5,000 บาท พยานกลับไปหาเงินในชุมชนบึงพระราม 9 พบนางนิด จีนถนอม จึงขอยืมเงิน นางนิดบอกไม่มี พยานขอยืมเงินได้จากนางสำอางค์ สมบูรณ์ แล้วมาขึ้นรถยนต์รกระบะของนายมานะไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบที่จำเลยที่ 1 กับพวกรออยู่ พยานเห็นนายรอปิก เจริญสง่า ยืนอยู่ที่โคนเสาใต้ทางด่วนห่างจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร นายรอปิกยกมือชู 4 นิ้ว พยานเข้าใจว่าหมายถึงเงิน 4,000 บาท จึงส่งเงินให้นายมานะ 4,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 นายมานะประธานชุมชนบึงพระราม 9 เบิกความว่า พยานได้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 เรื่องที่นายวินัยถูกจับ

จำเลยที่ 1 บอกว่านายวินัยมีของโดยจำเลยที่ 1 นำยาเม็ดสีขาวบรรจุในซองยามาให้พยานดู และพูดว่าหากไปศาลต้องถูกปรับ 10,000 บาท คุยกันที่นี่ต้องเสียเงิน 5,000 บาท พยานเข้าใจว่าหากจ่ายเงิน 5,000 บาท แล้วเจ้าพนักงานตำรวจจะปล่อยตัวนายวินัย พยานยกมือชูห้านิ้วเป็นสัญญาณบอกแก่นายเซ็มทราบ ฝ่ายนายเซ็มไปหาเงินในชุมชนบึงพระราม 9 ได้เงินแล้วมาพบพยานพากันขึ้นรถยนต์กระบะของพยานไปยังใต้สะพานที่จำเลยที่ 1 รออยู่ พบนายรอปิกยืนอยู่ที่ชายคลองใกล้จุดที่เจ้าพนักงานตำรวจยืนอยู่ นายรอปิกยกมือชู 4 นิ้ว แล้วเดินมาบอกว่าเหลือ 4,000 บาท นายเซ็มส่งเงินจำนวน 4,000 บาท ให้แก่พยาน พยานนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ขับถรจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นออกไป

นางนิด จีนถนอม เบิกความว่า นายเซ็มมาขอยืมเงินพยาน 5,000 บาท แต่พยานไม่มีให้ และได้เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 พูดต่อรองเหลือ 4,000 บาท เมื่อเดินออกมาพบนายรอปิก จึงบอกนายรอปิกว่าจำเลยที่ 1 ลดให้เหลือ 4,000 บาท ให้ไปบอกนายเซ็มและนายมานะให้ทราบด้วย นายรอปิกเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยทั้งสองพานายวินัยจากศาลาท่าน้ำไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบ จึงเดินไปดู พบนางนิดบอกแก่พยานว่าจำเลยที่ 1 เรียกเงิน 5,000 บาท ได้ต่อรองแล้วเหลือ 4,000 บาท ให้ไปบอกนายเซ็มและนายมานะ ต่อมานายเช็มและนายมานะนั่งรถยนต์กระบะมาถึง พยานยกมือชู 4 นิ้วให้นายเซ็มดูแสดงความหมายว่าเหลือ 4,000 บาท นายเซ็มเดินไปคุยกับนายมานะแล้วเห็นนายมานะเดินไปหาจำเลยที่ 1 ส่งสิ่งของเข้าใจว่าเป็นเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองนั่งรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไป โดยมีนางสำอางค์

สมบูรณ์ มาเบิกความรับรองว่าได้ให้นายเซ็มยืมเงินจำนวน 5,000 บาท ไปในวันเกิดเหตุจริง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งห้าต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่แต่ละคนพบเห็นมาได้สอดคล้องและเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อพิรุธ เริ่มตั้งแต่ที่นายเซ็มไปที่ศาลาท่าน้ำที่เกิดเหตุพูดคุยกับจำเลยที่ 1 เรื่องที่นายวินัยถูกจับ จำเลยที่ 1 บอกให้ไปคุยกันใต้สะพาน นายเซ็มชวนนายมานะให้ไปด้วยกัน นายมานะเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เรียกเงิน 5,000 บาท นายมานะส่งสัญญาณบอกนายเซ็มให้รู้ นายเซ็มไปขอยืมเงินจากนางนิดแต่ไม่ได้ แล้วนางนิดเข้าไปเจรจาต่อรองจำเลยที่ 1 ให้ลดจำนวนเงินลงเหลือ 4,000 บาท และนางนิดบอกนายรอปิกให้ไปบอกนายมานะให้ทราบถึงจำนวนเงินที่ต่อรองได้

จนกระทั่งนายเซ็มไปขอยืมเงินจากนางสำอางค์ได้แล้วมอบเงินนั้นให้นายมานะนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 ภายหลังจากได้รับเงินแล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไปโดยจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งห้าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้าเบิกความไปตามความเป็นจริง มิได้กลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่ประการใด ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เหตุที่ต้องนำนายวินัยไปไว้ที่ใต้สะพานแทนที่จะนำส่งสถานีตำรวจเป็นเพราะถูกญาติของนายวินัยขัดขวางนั้น ขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือเพราะที่เกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง สามารถวิทยุขอกำลังมาสนับสนุนได้ทัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้วิทยุแจ้งเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบมาก่อน และที่อ้างว่าถูกพันตำรวจโทพรชัย

ชลอเดช สารวัตรสืบสวนซึ่งเคยขอให้จำเลยที่ 1 ปล่อยผู้ต้องหาคดีการพนันแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอม ทำให้พันตำรวจโทพรชัยไม่พอใจหาเหตุกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ก็เป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยไม่มีข้อสงสัยว่าภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจับกุมนายวินัยไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เรียกและรับเงินจากนายเซ็มบิดาของนายวินัยจำนวน 4,000 บาท แล้วจึงปล่อยตัวนายวินัย อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลอื่นมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเองตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น

เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกปฏิบัติหน้าที่คู่กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เดินทางมาโดยรถจักรยานยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 และอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มตรวจค้นจับกุมจนกระทั่งปล่อยตัวนายวินัย ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำนายวินัยไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบโดยนายวินัยนั่งกลาง จำเลยที่ 2 ก็นั่งซ้อนท้ายมีลักษณะควบุคมตัวนายวินัยไม่ให้หลบหนี ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจนถึงรับเงิน จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยที่ 2 ก็นั่งรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลอื่นหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย จึงประเสริฐ · พีรพล จันทร์สว่าง · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้