คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ ฎีกาขึ้นมาตามมาตรา 24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกเช่า โดยจำเลยเช่าตึกแถวของโจทก์ไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบสถานที่เช่าคืนและเรียกค่าเช่ากับค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า(1) จำเลยใช้สถานที่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า(2) โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า เพราะจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าเช่าโจทก์จะเลิกสัญญาเช่าไม่ได้ตามสัญญาข้อ 11(3) จำเลยทำสัญญากับนายแม้น ผู้รับมอบอำนาจเดิมนายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย การบอกเลิกสัญญาของนายสถิตย์ไม่มีผลตามกฎหมายคู่ความรับกันว่า สัญญาเช่ารายนี้ไม่มีกำหนดเวลาโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากสถานที่เช่า ทราบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2488ก่อนพิจารณา
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมายเสียก่อน ตามมาตรา 24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับพิจารณาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง แล้ววินิจฉัยว่า(1) ที่ว่าจำเลยอยู่ในสถานที่เช่า โดยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ นั้น ข้อเท็จจริงยังโต้เถียงว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้าหรือเพื่ออยู่อาศัย จำต้องสืบพยานฟังข้อเท็จจริงกันต่อไป(2), (3) ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามหนังสือสัญญาเช่า และว่าคำบอกกล่าวใช้ไม่ได้ฟังไม่ขึ้นจำเลยอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า(1) ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับสัญญาข้อ 11 นั้น เห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเช่า โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(2) เรื่องนายสถิตย์บอกเลิกสัญญา จำเลยฎีกาว่าไม่มีผลตามกฎหมายนั้น ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยอ้างแต่เพียงว่านายสถิตย์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย จำเลยทำสัญญากับนายแม้นต่างหาก จำเลยไม่ได้กล่าวในคำให้การ ให้มีประเด็นว่านายสถิตย์ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ในการบอกเลิกสัญญา เพียงแต่ปรากฎตามคำให้การ ของจำเลย จำเลยจึงไม่มีข้อที่จะชี้ได้ว่า การบอกเลิกสัญญาไม่มีผลตามกฎหมาย(3) ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ นั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 จำเลยจึงฎีกาข้อนี้ไม่ได้พิพากษายืน