Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14 แล้วจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วง คือ10-11.10 นาฬิกา 12.15-16 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาแม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วย เมื่อรวมกับเวลาพักช่วง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 6 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยกำหนดเวลาพักไม่ถูกต้อง ก็หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้โจทก์เรียกค่าจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามเข้าทำงานเป็นกะหมุนเวียนกันไป พนักงานที่ทำงานภายในเวลา 8 ชั่วโมง จำเลยให้พักเพียงวันละ 45 นาทีซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานจะต้องให้โจทก์พักอย่างน้อยวันละ1 ชั่วโมง จึงขาดไปวันละ 15 นาที ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2534ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2536 จำเลยยังค้างค่าจ้างระหว่างพักงานโจทก์อยู่วันละ 15 นาทีคิดเป็นเงินตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนและจำเลยยังค้างค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้องจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนให้การว่า

จำเลยจัดให้พวกโจทก์และลูกจ้างของจำเลยทั้งหมดมีเวลาพักคนละ 65 นาทีทุกวัน ตามประกาศฉบับที่ 1/2534 ลูกจ้างทั้งหมดของจำเลยรวมทั้งพวกโจทก์ได้ยึดถือปฏิบัติตามโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจำเลยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามครบถ้วนตามกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้องวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงรับกันว่า ก่อนเดือนพฤษภาคม2534 เวลาทำงานปกติของจำเลยคือ 8-17 นาฬิกา เวลาพัก 10-10.10นาฬิกา 12-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2534 มีการย้ายโรงงานของจำเลยจากอำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ไปอยู่ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อให้มีเวลาสำหรับการเดินทางไปทำงานที่ใหม่ จำเลยจึงเปลี่ยนเวลาทำงานปกติเป็น 8.30-17.15 นาฬิกา กับเปลี่ยนเวลาพักเป็น10-10.10 นาฬิกา 12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาต่อมาสภาพแรงงานเอ.พี.เนชั่นแนล

ได้ไปร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทราว่า จำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง ในที่สุดมีการตกลงกันว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าตอบแทนน้ำใจเพื่อให้แก่พนักงานทุกคนเป็นรายเดือนเดือนละ 55 บาท และคู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นทั้งหมดโดยให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2536โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน 15 นาที หรือไม่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2536 จำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติตั้งแต่ 8.30-17.15 นาฬิกา เวลาพัก 10-10.10 นาฬิกา12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา

แม้รวมเวลาพักแล้วจะเกิน 1 ชั่วโมง แต่มิใช่เป็นการจัดให้โจทก์แต่ละคนมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ก็มิได้เป็นข้อตกลงล่วงหน้าและยังเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้การพักแต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาที อีกทั้งงานของจำเลยมิใช่เป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุดเสียมิได้ โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน 15 นาที สำหรับโจทก์ที่ 14 ลาออกตั้งแต่ปี 2534 โจทก์ที่ 14จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์แต่ละคนดังต่อไปนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,950 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,873 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,691 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 994 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 1,621 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 164 เป็นเงิน 1,622 บาท คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 14 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง และระบุในท้ายคำพิพากษาว่าคำขออื่นให้ยกแสดงว่าศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14

จำเลยอุทธรณ์รวมมาขอให้ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจึงคงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 โจทก์ที่ 15 ถึงที่ 62 และโจทก์ที่ 64ถึงที่ 164 ว่าโจทก์ดังกล่าวมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างสำหรับเวลาพักที่จำเลยกำหนดไว้ระหว่างเวลาทำงานปกติ 8.30-17.15 นาฬิกาวันละ 15 นาที หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าจำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วงคือ 10-10.10 นาฬิกา 12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาเห็นว่า

แม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาที่กำหนดไว้ทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วยซึ่งเมื่อรวมกับเวลาพักช่วงระหว่าง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้แก่โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคแรก กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีเวลาพักเพียงวันละ 45 นาที ดังที่โจทก์อ้างมาในฟ้องทั้งการที่จำเลยกำหนดเวลาพักไม่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้นก็หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้โจทก์เรียกค่าจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้กรณีมิใช่การกำหนดเวลาพักน้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง

อันจะถือว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติในแต่ละวันวันละ 15 นาทีพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13โจทก์ที่ 15 ถึงที่ 62 และโจทก์ที่ 64 ถึงที่ 164 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · ชลิต ประไพศาล · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้