Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์รู้เรื่องความผิดที่กล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาทเปิดเผยความลับและทำให้เสียทรัพย์และรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2510 แล้วโจทก์มาฟ้องคดีขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 322, 358 เมื่อวันที่7 พฤศจิกายน 2510 เกินกำหนด 3 เดือน โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ไว้คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96ศาลแขวงวินิจฉัยคดีข้อหาฐานลักทรัพย์ว่าการกระทำของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่ากระทำโดยทุจริต พอแปลความหมายได้ว่าพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเอาทรัพย์ไปด้วยเจตนาทุจริตเป็นลักทรัพย์ เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงอยู่แล้ว เมื่อมีฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระกัน คือ เมื่อระหว่างวันที่ 18เมษายน 2510 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2510 จำเลยกล่าวด้วยวาจาและรายงานเป็นหนังสือหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามเมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2510 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2510 จำเลยได้บังอาจเปิดผนึกจดหมายปิดผนึกที่ผู้อื่นมีถึงโจทก์เพื่อล่วงรู้ข้อความ นำข้อความในจดหมายออกเปิดเผยโฆษณา และเมื่อระหว่างวันที่ 31มีนาคม 2510 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2510 จำเลยบังอาจทำให้เสียหายซ่อนเร้น เอาไปเสีย ซึ่งบรรดาจดหมายที่มีไปถึงโจทก์โดยจำเลยไม่มีอำนาจจะกระทำได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียชื่อเสียง

ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเป็นการสกัดกั้นความก้าวหน้าทางราชการของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328, 322, 358 และ 334ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 322 และ 358 ให้ลงโทษตามมาตรา 358 ซึ่งเป็นกระทงหนักตามมาตรา 91 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บังคับค่าปรับตามมาตรา 29, 30โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเอาจดหมายส่วนตัวของโจทก์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้วยเจตนาทุจริตเป็นการลักทรัพย์ ขอให้เพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นไม่ควรรอการลงโทษจำเลยอุทธรณ์ว่า หลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดคดีโจทก์เฉพาะที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำผิดถึงวันที่โจทก์ฟ้องเป็นเวลาเกิน 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ส่วนข้อหาฐานลักทรัพย์ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่มิได้พิพากษาในข้อหาฐานลักทรัพย์ประการใด พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหาโจทก์ฎีกาว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2509 โจทก์รับราชการตำแหน่งเลขานุการตรีประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ เมืองเจดดาห์ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมีจำเลยเป็นเลขานุการเอกทำหน้าที่เป็นอุปทูตและกงสุลและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์

โจทก์อยู่ประเทศซาอุดิอาระเบียได้ 6 เดือน กระทรวงการต่างประเทศเรียกตัวกลับ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2510 และกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ในข้อหาว่ามีหนี้สินรุงรัง ไม่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทุจริตต่อหน้าที่และใช้สถานทูตไทยทำการค้า ในที่สุดกระทรวงการต่างประเทศสั่งตัดเงินเดือนโจทก์ 20 % มีกำหนด4 เดือนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยเป็นคนรายงานกล่าวโทษโจทก์เมื่อเดือนตุลาคม 2510 โดยนางสาวพาสนาคนรับใช้จำเลยที่เมืองเจดดาห์เล่าให้ฟังและโจทก์เคยขอดูข้อกล่าวหาของจำเลยจากกระทรวงการต่างประเทศแต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยอมนั้น ขัดกับจดหมาย (เอกสารหมาย ล.1) ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2510 ที่โจทก์มีไปถึงจำเลยซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า

"ขอขอบคุณอาจารย์ (หมายถึงจำเลย) ได้ช่วยรายงานเท็จเกี่ยวกับตัวผมเข้ากระทรวงฯ เป็นเหตุให้ผมถูกเรียกกลับ ฯลฯ ผมเองก็หนักใจเหลือเกินเกี่ยวกับข้อหาฉกรรจ์ 4 ข้อที่อาจารย์รายงานไป .... ฯลฯ และหลักฐานที่อาจารย์แอบถ่ายรูปส่งไปกระทรวงฯ ก็ยิ่งมัดผมแน่นแฟ้น .... ฯลฯ ....ข้อหาแต่ละข้อที่อาจารย์รายงานไปทุกข้อร้ายแรงจนผมจะต้องถูกออกจากราชการทั้งนั้น ....ฯลฯ ...."ตามจดหมายที่โจทก์มีไปถึงจำเลยดังกล่าวน่าเชื่อว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดที่กล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาท เปิดเผยความลับและทำให้เสียทรัพย์ จากรายงานของจำเลยลงวันที่ 23 เมษายน 2510 (เอกสารหมาย จ.23) พร้อมด้วยเอกสารที่ส่งมากับรายงานนั้น โจทก์จึงได้แจ้งไปยังจำเลยว่า

หลักฐานที่จำเลยแอบถ่ายรูปส่งไปกระทรวงการต่างประเทศก็ยิ่งมัดโจทก์แน่นแฟ้น และรู้ตัวผู้กระทำผิดอย่างช้าก็ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2510 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2510เกินกำหนด 3 เดือน โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ไว้ต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีจึงขาดอายุความดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์สำหรับข้อหาฐานลักทรัพย์ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต และโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเอาจดหมายของโจทก์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและด้วยเจตนาทุจริตเป็นการลักทรัพย์โดยชัดแจ้ง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ คงกล่าวเพียงว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังโจทก์ฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่ากระทำโดยทุจริตนั้นพอแปลได้ว่าพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์น่าจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ดี ข้อหาฐานลักทรัพย์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยทุจริต จึงเป็นการยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์จะอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 อยู่แล้วศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถนอม ครูไพศาล · สุธี โรจนธรรม · กฤษณ์ โสภิตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้