Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1644/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การคำนวณราคาตลาดขายสิ่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกสำหรับสินค้าที่เป็นน้ำมัน น้ำมันเบนซิน ฯลฯ ให้คำนวณโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากราคาขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า(ฉบับที่ 8) เรื่องให้ใช้เกณฑ์คำนวณราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้าข้อ1(ค) นั้น คำว่า "ราคาขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีก" หมายความว่า ราคาขายส่งในช่วงสุดท้ายให้แก่ผู้ขายปลีกซึ่งจะจำหน่ายปลีกแก่ผู้บริโภคโดยตรง เมื่อปรากฏว่าน้ำมันที่องค์การเชื้อเพลิงซื้อจากโจทก์องค์การเชื้อเพลิงได้ขายบางส่วนให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และขายปลีกให้ประชาชน กับขายส่งให้แก่ตัวแทนคือปั๊มน้ำมันสามทหารซึ่งเป็นของเอกชน ซึ่งขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่วไปอีกทีหนึ่งราคาน้ำมันที่องค์การเชื้อเพลิงขายก็แตกต่างกัน แสดงว่าราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกเฉพาะที่โจทก์ขายให้แก่องค์การเชื้อเพลิงจึงมิใช่มีเพียงราคาเดียว แต่มี 2 ราคาคือ (1) ราคาขายส่งที่โจทก์ขายให้แก่องค์การเชื้อเพลิงแล้วองค์การเชื้อเพลิงขายปลีกให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและประชาชน (2) ราคาขายส่งที่องค์การเชื้อเพลิงในฐานะผู้ขายส่งตามสัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การเชื้อเพลิงขายให้แก่ตัวแทน คือปั๊มน้ำมันสามทหารเพื่อขายปลีกให้แก่ประชาชน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณราคาตลาดขายส่งน้ำมันของโจทก์โดยนำจำนวนเงินที่โจทก์ขายส่งให้แก่องค์การเชื้อเพลิงทั้งสองราคาดังกล่าวมาบวกกันแล้วหารด้วยปริมาณน้ำมันที่ขายส่งดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้เป็นราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่อลิตร จึงเป็นการคำนวณราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ชอบด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 8) ดังกล่าวโจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86ทวิ ถ้าโจทก์ไม่ชำระภายในเวลาดังกล่าว โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89 ทวิ ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งให้โจทก์เสียเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิ จึงเป็นเพียงการแจ้งยืนยันตามแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน หาใช่เป็นการประเมินภาษีในฐานะเจ้าพนักงานประเมินไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยม โจทก์คำนวณยอดรายรับโดยวิธีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากปริมาณและจำนวนเงินที่โจทก์ขายส่งต่อผู้จำหน่ายปลีกถูกต้องชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 77(2) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 8) เรื่องให้ใช้เกณฑ์ คำนวณราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้า ข้อ 1(ค) แล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินดังกล่าวตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า(ฉบับที่ 8) เรื่องให้ใช้เกณฑ์คำนวณราคาตลาดเป็นมูลค่าสินค้า ตามเอกสารหมาย จ.1 ในข้อ 1(ค) มีข้อความว่า "ในกรณีราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกสำหรับสินค้าที่เป็นน้ำแร่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ มีหลายราคา ให้คำนวณตามราคาตลาดขายส่งนั้นโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากราคาขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกในเดือนก่อนที่นำเข้าหรือในเดือนก่อนที่ผู้ผลิตขายสินค้านั้นแล้วแต่กรณี" และในข้อ 2 มีข้อความว่า "เพื่อประโยชน์ตามข้อ 1 การคำนวณราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หมายความว่า การคำนวณราคาเฉลี่ยจากราคาตลาดต่าง

ๆ ที่มีการขายโดยคำนึงถึงปริมาณที่ขายในแต่ละราคานั้นด้วย"คำว่า "ราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกตามข้อ 1(ค) นั้น ย่อมหมายความว่า ราคาขายส่งในช่วงสุดท้ายให้แก่ผู้ขายปลีกซึ่งจะจำหน่ายปลีกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในกรณีการขายน้ำมันของโจทก์ ซึ่งโจทก์นำสืบว่าโจทก์ขายน้ำมันที่ผลิตได้ 2 วิธี วิธีหนึ่ง ขายส่งให้แก่องค์การเชื้อเพลิง วิธีที่สองขายส่งให้แก่ปั๊มน้ำมันซัมมิท เพื่อขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่วไป โจทก์จึงคำนวณราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยน้ำหนักโดยเอาราคาน้ำมันที่โจทก์ขายส่งให้แก่องค์การเชื้อเพลิง บวกราคาที่โจทก์ขายส่งให้แก่ปั๊มซัมมิทแล้วเอาปริมาณน้ำมันรวมที่ขายส่งให้องค์การเชื้อเพลิงกับที่ขายส่งให้แก่ปั๊มซัมมิทมาหารแล้วถือเอาจำนวนเงินผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากนายทองรวยหัวหน้าฝ่ายการเงินองค์การเชื้อเพลิง

กระทรวงกลาโหม พยานโจทก์ว่าน้ำมันที่องค์การเชื้อเพลิงซื้อจากโจทก์ตามสัญญาปี พ.ศ. 2508 ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 15 ปีนั้น องค์การเชื้อเพลิงได้ขายบางส่วนให้แก่ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจกับขายปลีกให้ประชาชนกับขายส่งให้แก่ตัวแทน คือปั๊มน้ำมันสามทหารซึ่งเป็นของเอกชนเพื่อขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปอีกที่หนึ่ง ราคมน้ำมันที่องค์การเชื้อเพลิงขายก็แตกต่างกัน แสดงว่าราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกเฉพาะที่โจทก์ขายให้องค์การเชื้อเพลิงจึงมิใช่มีเพียงราคาเดียว ดังที่โจทก์นำมาคำนวณราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งความเป็นจริงมีทั้ง2 ราคา คือ(1) ราคาขายส่งที่โจทก์ขายให้แก่องค์การเชื้อเพลิง แล้งองค์การเชื้อเพลิงขายปลีกให้แก่ส่วนราชการ

รัฐวิสาหกิจและประชาชน (2) ราคาขายส่งที่องค์การเชื้อเพลิงในฐานะผู้ขายส่งตามสัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การเชื้อเพลิงขายให้แก่ตัวแทน คือปั๊มน้ำมันสามทหารเพื่อขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่วไปอีกทีหนึ่ง จึงเห็ได้ชัดว่าราคาขายส่งให้แก่องค์การเชื้อเพลิงที่โจทก์นำมาคำนวณนั้น ไม่ใช่ราคาขายส่งในช่วงสุดท้ายให้แก่ผู้ขายปลีกซึ่งจะจำหน่ายปลีกแก่ผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยคำนวณราคาตลาดขายส่งน้ำมันของโจทก์โดยนำจำนวนเงินที่โจทก์ขายส่งให้แก่องค์การเชื้อเพลิงแล้งองค์การเชื้อเพลิงนำไปขายปลีกให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและประชาชนบวกกับจำนวนเงินที่องค์การเชื้อเพลิงในฐานะผู้ขายส่งให้ขายส่งให้แก่ตัวแทนคือปั๊มน้ำมันสามทหารต่างๆ เพื่อขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่วไป และบวกกับจำนวนเงินที่โจทก์ขายส่งให้แก่ปั๊มน้ำมันซัมมิทเพื่อขายปลีกให้ประชาชนทั่วไป

เสร็จแล้วหารด้วยปริมาณน้ำมันที่ขายส่งดังกล่าวทั้งหมดผลลัพธ์ทีได้เป็นราคาตลาดโดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่อลิตร จึงเป็นการคำนวณราคาตลาด โดยวิธีส่วนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ชอบด้วยประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 8) ตามเอกสารหมาย จ.1แล้ว ที่โจทก์อ้างว่า ไม่สามารถคำนวณราคาตลาดได้เพราะไม่ทราบปริมาณและราคาที่องค์การเชื้อเพลิงขายนั้น ถ้าโจทก์จะขอให้กรมสรรพากรคำนวณราคาตลาดให้ก็ทำได้ดังเช่นทำอยู่เวลานี้ เพราะหลังจากเกิดพิพาทคดีนี้แล้ว โจทก์ก็ได้ขอให้ทางกรมสรรพากรเป็นผู้คำนวณราคาตลาดให้เช่นเดียวกับบริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทย จำกัด ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ปัญหาข้อต่อไปว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2514 ไปจนถึงวันชำระนั้น

ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 86 ทวิ เมื่อโจทก์ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิ ในแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ถึง จ.ล.5 ก็ได้คำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิไว้ในช่อง (11) และได้ให้ข้อสังเกตุไว้ด้วยว่าเงินเพิ่มตามช่อง (11) ได้คำนวณไว้ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2514 ถ้าชำระภาษีภายหลังจากวันดังกล่าว จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนต่อไปอีก ดังนั้น

การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งให้โจทก์เสียเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2514จนถึงวันชำระนั้น เป็นเพียงการแจ้งยืนยันตามแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ถึง จ.ล.5 นั่นเอง หาใช่เป็นการประเมินในฐานะเจ้าพนักงานประเมินดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ส่วนปัญหาที่จำเลยตั้งประเด็นมาในคำแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามเอกสารหมาย 8, 9, 10, 11 และ 12 ท้ายฟ้องนั้น เห็นว่าตามประมวลรัษฎากรมาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร กรมสรรพากรจำเลยจึงมีหน้าที่จัดเก็บภาษีการค้า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสั่งให้โจทก์ชำระภาษีการค้าอย่างใดแล้ว เจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมเป็นผู้บังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สุรเจตน์ วิชิตชลชัย · ชลูตม์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้