Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายพบกับจำเลยซึ่งนั่งอยู่ในร้านอาหารขณะกำลังถูกกลุ่มผู้ชายในร้านพูดจาลวนลาม จึงให้เจ้าของร้านไปเชิญจำเลยมานั่งร่วมโต๊ะ หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายและจำเลยพากันไปพักที่โรงแรมจำเลยได้เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายในห้องของผู้เสียหายแล้วจำเลยเอาน้ำให้ผู้เสียหายดื่ม ผู้เสียหายหมดสติไป วันรุ่งขึ้นมีผู้มาพบผู้เสียหายนอนหมดสติอยู่ ปรากฏว่าทรัพย์สินที่ติดตัวผู้เสียหายมาหายไปและเมื่อไปหาจำเลยที่ห้องพักก็ไม่พบ น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้เอาทรัพย์สินดังกล่าวไป แม้พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างกันไปบ้าง แต่ถ้าเป็นเพียงข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวก็รับฟังได้ และถึงแม้พยานเอกสารต่าง ๆ ฝ่ายโจทก์จะได้ทำขึ้นในภายหลังแต่ก็มีสำเนาบันทึกประจำวันอันเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุอยู่ด้วย เอกสารต่าง ๆ ก็ไม่มีพิรุธอันที่จะทำให้ไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ แม้ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนมีโอกาสนั่งพูดคุยอยู่กับจำเลยเป็นเวลานานนับชั่วโมง โดยพูดคุยกันทั้งร้านอาหารและภายในห้องพัก โอกาสที่ผู้เสียหายจะจำจำเลยได้อย่างแม่นยำมีมาก เมื่อผู้เสียหายได้พบจำเลยอีกครั้งหลังเกิดเหตุนานประมาณหนึ่งเดือน ผู้เสียหายก็วิทยุเรียกเจ้าพนักงานตำรวจให้มาจับกุมจำเลยทันที ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้อย่างแม่นยำ คนมีฐานะดีไม่จำเป็นเสมอไปที่จะไม่กระทำความผิดเลย และเหตุคดีนี้เกิดขึ้นนานประมาณ 1 เดือนแล้ว จำเลยอาจชะล่าใจคิดว่าผู้เสียหายคงจะไม่ติดตามคดีก็ได้ และเวลาที่จำเลยไปที่ร้านเดิมก็เป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาในวันเกิดเหตุจึงเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์จริง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คนที่หลบหนีร่วมกันชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง แหวนทองคำหัวหยกจีนล้อมเพชร 1 วง นาฬิกา 1 เรือน พระเครื่องและเหรียญรวม 6 องค์ และเงินสดรวมราคา 118,480 บาท ของพันเอกไพวงศ์ชัยชนะ ผู้เสียหายไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้ยาผสมน้ำให้ผู้เสียหายดื่มจนมึนเมาไม่รู้สึกตัวและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไปหรือให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 และมาตรา 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 118,480 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสาม ให้จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 118,480 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ มีคนร้ายลักทรัพย์ของพันเอกไพวงศ์ ชัยชนะ ผู้เสียหายไปปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ส่วนในความผิดฐานชิงทรัพย์ได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน 2539 ผู้เสียหายกับพันโทขันธเคชน์ เรือนก้อน ไปนั่งดื่มสุราที่ร้านอาหารลานโพธิ์ ได้พบกับจำเลยซึ่งนั่งอยู่ในร้านกำลังถูกกลุ่มผู้ชายในร้านพูดจาลวนลาม จึงให้นายสมนึก ช่อฟ้า ซึ่งเป็นเจ้าของร้านไปเชิญจำเลยมานั่งร่วมโต๊ะหลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายกับพวกและจำเลยพากันไปพักที่โรงแรมทักษิณ

เมื่อไปถึงโรงแรมจำเลยได้เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายในห้องของผู้เสียหายจำเลยเอาน้ำให้ผู้เสียหายดื่ม ผู้เสียหายหมดสติไป วันรุ่งขึ้นพันโทขันธเคชน์นำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลปรากฏว่า จำเลยได้หลบหนีไป และทรัพย์สินต่าง ๆของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายตามเอกสารหมาย จ.2 สูญหายไปผู้เสียหายจึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2539 ผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ร้านลานโพธิ์อีก ผู้เสียหายได้เรียกเจ้าพนักงานตำรวจให้มาจับกุมจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนมีโอกาสนั่งพูดคุยอยู่กับจำเลยเป็นเวลานานนับชั่วโมง โดยพูดคุยกันทั้งที่ร้านอาหารลานโพธิ์และภายในห้องพักที่โรงแรมทักษิณ โอกาสที่ผู้เสียหายจะจำจำเลยได้อย่างแม่นยำมีมาก

เมื่อผู้เสียหายได้พบจำเลยอีกครั้งหลังเกิดเหตุนานประมาณหนึ่งเดือน ผู้เสียหายก็วิทยุเรียกเจ้าพนักงานตำรวจให้มาจับกุมจำเลยทันที ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้อย่างแม่นยำ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนายสมนึกซึ่งเป็นเจ้าของร้านลานโพธิ์ที่ยืนยันว่า ในคืนเกิดเหตุเห็นจำเลยไปที่ร้านของตนและเป็นผู้ไปเชิญจำเลยให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เสียหาย นายสมนึกไม่มีส่วนได้เสียในคดีและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แม้นายสมนึกจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เข้าใจว่าจำเลยเป็นหญิงที่พบผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุเพราะคลับคล้ายคลับคลา ซึ่งอาจทำให้คำเบิกความของนายสมนึกมีน้ำหนักน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น จึงน่าเชื่อว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยไปที่ร้านของนายสมนึกและไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เสียหายจริง

พยานจำเลยที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ อีกทั้งจำเลยยังให้การชั้นสอบสวนแตกต่างกับคำเบิกความชั้นศาลจึงเชื่อว่าจำเลยได้ไปกับผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุจริง เมื่อผู้เสียหายดื่มน้ำแล้วหมดสติไป วันรุ่งขึ้นเมื่อมีผู้มาพบผู้เสียหายนอนหมดสติอยู่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่ติดตัวผู้เสียหายมาหายไปและเมื่อไปหาจำเลยที่ห้องพักก็ไม่พบ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้เอาทรัพย์สินดังกล่าวไป

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันทำให้ไม่น่าเชื่อเห็นว่า ข้อแตกต่างที่จำเลยอ้างนั้น เป็นเพียงข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญอันเป็นเหตุให้พยานโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ ที่จำเลยอ้างว่าพยานเอกสารต่าง ๆฝ่ายโจทก์ทำขึ้นภายหลังจากจับกุมจำเลยแล้วทั้งสิ้น เห็นว่า ถึงแม้พยานเอกสารต่าง ๆ จะได้ทำขึ้นในภายหลังแต่ก็มีสำเนาบันทึกประจำวันลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุ เอกสารต่าง ๆ ก็ไม่มีพิรุธอันที่จะทำให้ไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีฐานะดีประกอบธุรกิจจึงไม่สามารถกระทำความผิดได้ และหากจำเลยเป็นคนร้ายจริงก็คงจะไม่กลับไปที่ร้านอาหารดังกล่าวอีก เห็นว่าคนมีฐานะดีไม่จำเป็นเสมอไปที่จะไม่กระทำความผิดเลยและเหตุคดีนี้เกิดขึ้นนานประมาณ 1 เดือนแล้วจำเลยอาจจะชะล่าใจคิดว่าผู้เสียหายคงจะไม่ติดตามคดีก็ได้ และเวลาที่จำเลยไปที่ร้านเดิมก็เป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาในวันเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล ทับเที่ยง · วิเทพ ศิริพากย์ · ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้