Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงต้องห้ามอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม(

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า นายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินเลขที่ 76 หมู่ที่ 4 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยถางป่า ทำนาเกลือ ปลูกมะพร้าวและเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2540 นายมามะถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับมรดก ต่อมาปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขป

หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656, 3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่มีสิทธิครอบครอง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามตามส่วน ห้ามจำเลยทั้งสี่กระทำการใดอันเป็นการขัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามส่วน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 4 แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 8 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตามลำดับ มีนายสอเหาะครอบครองทำประโยชน์โดยทำนา ปลูกมะพร้าวและปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาปี 2485 นายสอเหาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนายสาแม บิดาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และนายมานะ บิดาจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นายสาแมและนายมานะเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนจนกระทั่งนายสาแมและนายมานะถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสี่ได้ครอบครองทำประโยชน์ ตามสัดส่วนของแต่ละคน ต่อมามีน้ำทะเลท่วมในที่ดินพิพาททำให้มะพร้าวที่นายสาแมและนายมานะปลูกตายเกือบทั้งหมดและที่ดินเป็นดินเค็มและดินเปรี้ยว จำเลยทั้งสี่จึงปักเสาคอนกรีตและกั้นรั้วลวดหนามเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ โจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางแมะนะ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทร่วมกันโดยไม่สามารถแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนจึงสามารถถือราคาที่ดินรวมกันได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 125,000 บาท คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา

โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อนายมามะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขป หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคนตามใบไต่สวนหน้าสำรวจ 3656,3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5)

เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนดอันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายมามะ

บิดาโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายมามะ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) แต่ปรากฎว่าโจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 3,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสาม

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · บุญรอด ตันประเสริฐ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้