Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1633/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้เสียหายและผู้ตายอยู่ใกล้กันและจำเลยกับพวกใช้ไม้ตีและใช้มีดแทงผู้เสียหายจนล้มลง ระหว่างนั้นพวกจำเลยอีกคนหนึ่งใช้มีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยจำเลยยืนถือไม้ พวกของจำเลยยืนถือมีดอยู่ข้าง ๆ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งคราวเดียวกันสืบเนื่องจากการโต้เถียงถึงกับจำเลยจะชกต่อยกับผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกเข้าไปห้าม พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมาทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกในคราวเดียวกัน พวกจำเลยใช้มีดปาดตาลยาวประมาณ 1 คืบ เป็นอาวุธแทงผู้ตายถูกที่เหนือราวนมข้างขวาทะลุเข้าปอด เลือดตกในอกขวามาก เป็นการเลือกแทงบริเวณอวัยวะสำคัญ และแทงอย่างแรง ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า การร่วมกันไปใช้ไม้และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธตีและแทงผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกที่ไม่ชอบกัน เห็นได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาต้องการทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกทุกคนไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกันแม้จะมีการกระทำหลายหน ต่อบุคคลหลายคนด้วยกันก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การพยายามฆ่าผู้เสียหายและฆ่าผู้ตายถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,288, 80, 83จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 288 และ 80 เรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก20 ปี ฐานพยายามฆ่า จำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและมีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้มีดแทงผู้ตายถูกที่ราวนมข้างขวาทะลุเข้าปอดถึงแก่ความตาย ตามสำเนารายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้องปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วยหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายมานะเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายและนายมานะไปเที่ยวงานประจำปีที่ถ้ำฤษีเขางู เวลาประมาณ 20 นาฬิกาได้พบผู้ตายและนางสาวจรัสยืนโต้เถียงกับจำเลย นายปราโมทย์ นายสายชล นางสาวศรีนวล และพวกในลักษณะจะชกต่อยกันระหว่างจำเลยกับผู้ตายที่หน้าชิงช้าสวรรค์ผู้เสียหายเข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกไป และได้เดินเที่ยวต่อจนถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา

ผู้เสียหายให้นายมานะไปซื้อน้ำผู้เสียหายและผู้ตายไปปัสสาวะที่ข้างเมรุแล้วกลับมาผู้ตายยืนคุยกับนางสาวจรัสห่างไป 5-6 ก้าว ผู้เสียหายยืนรอนายมานะอยู่ที่หน้าร้านค้า ทันใดนั้นผู้เสียหายถูกจำเลยใช้ไม้ตี พวกจำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายล้มลง ระหว่างที่ผู้เสียหายถูกตีนางสาวจรัสซึ่งยืนคุยอยู่กับผู้ตายวิ่งหนี ขณะนั้นนายมานะกลับมาเห็นผู้เสียหายนอนอยู่กับพื้นและเห็นนายสายชลกำลังใช้มีดปาดตาลยาวประมาณ 1 คืบแทงผู้ตายโดยมีนายปราโมทย์ถือมีด ส่วนจำเลยยืนถือไม้อยู่ข้าง ๆเห็นว่า จำเลยกับผู้ตายได้โต้เถียงในลักษณะจะชกต่อยกันก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายและนายมานะซึ่งไปเที่ยวในงานได้เข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกไป ต่อมาเวลาเกิดเหตุจำเลยกับพวกใช้ไม้ตีและใช้มีดแทงพยามฆ่าผู้เสียหายล้มลง

ระหว่างนั้นนายสายชลได้ใช้มีดปาดตาลยาวประมาณ1 คืนแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีนายปราโมทย์ถือมีด ส่วนจำเลยยืนถือไม้อยู่ข้าง ๆ ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าในงานเห็นกันได้ชัดเจน นายสายชลและนายปราโมทย์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นพวกจำเลยซึ่งร่วมในการโต้เถียงกับผู้ตายและนางสาวจรัสมาแล้วผู้เสียหายและนายมานะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย การที่ผู้เสียหายและผู้ตายอยู่ใกล้กันและจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหาย พวกจำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายจนล้มลง แล้วนายสายชลใช้มีดแทงผู้ตายนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งคราวเดียวกัน อันสืบเนื่องจากการโต้เถียงถึงกับจำเลยจะชกต่อยกับผู้ตาย และผู้เสียหายกับนายมานะเข้าไปห้ามพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่าจำเลยและนายสายชลกับพวกร่วมกันมาทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกในคราวเดียวกันเพราะสาเหตุดังกล่าวที่จำเลยนำสืบว่า

คืนเกิดเหตุจำเลยไปเที่ยวในงานแต่ได้กลับบ้านก่อนเกิดเหตุนั้น เห็นว่า จำเลยมีแต่นางเพ็ญจิตและนายวิลาศนิ่มนวล ซึ่งเป็นญาติกับจำเลยมาเบิกความ ทำให้มีน้ำหนักน้อยที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิว่า นายมานะพยานโจทก์เป็นผู้นำชี้สถานที่เกิดเหตุและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดเหตุ 2-3 วัน มิได้ระบุว่าใครเป็นคนร้าย คำเบิกความของนายมานะจึงขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนนั้น เห็นว่า การนำชี้ที่เกิดเหตุและให้การชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2529 ที่นายมานะไม่ได้ระบุว่าใครเป็นคนร้ายนั้นนายมานะได้ให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมว่าที่ให้การตอนแรกไม่ระบุตัวคนร้ายเนื่องจากยังตกตะลึง พูดอะไรไม่ออกและเกิดความกลัวฝ่ายผู้กระทำความผิด และเบิกความว่าเนื่องจากกำลังใจไม่ดีเพราะเพื่อนตาย แต่ต่อมานายมานะก็ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่านายสายชล

นายปราโมทย์ และจำเลยเป็นคนร้าย ได้มีการให้นายมานะซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ชี้ตัวคนร้าย นายมานะก็ชี้ตัวจำเลยโดยยืนยันว่าจำเลยร่วมกับนายสายชล นายปราโมทย์ และพวกเป็นคนร้ายตามบันทึกการชี้ตัวเอกสารหมาย จ.3 การที่นายมานะมิได้ระบุว่าใครเป็นคนร้ายตั้งแต่ต้นก็มีเหตุผลอันควรแก่การรับฟัง ทั้งมิใช่ว่าโจทก์มีแต่นายมานะเท่านั้นที่เป็นพยาน โจทก์ยังมีผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยใช้ไม้ตีเป็นประจักษ์พยานด้วย ยิ่งกว่านั้นการที่ผู้ตายบอกนายสมบูรณ์ในระหว่างที่นำส่งโรงพยาบาลราชบุรีว่านายสายชล เป็นคนแทงผู้ตาย สนับสนุนให้เห็นว่านายมานะรู้เห็นและเบิกความไปตามจริง ที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิอีกข้อหนึ่งว่า นายสมบูรณ์พยานโจทก์เบิกความว่าเวลา 23 นาฬิกาเศษ

เห็นมีคนชุลมุนกันพยานเข้าไปดู เห็นนางสาวจรัสประคองผู้ตายและผู้เสียหายออกมาพยานเข้าช่วยนำไปที่กองอำนวยการต่อมามีรถตู้ของโรงพยาบาลมารับผู้ตายส่งโรงพยาบาล พยานไปด้วยโดยช่วยประคองผู้ตาย พยานได้ถามผู้ตายว่าใครเป็นคนแทงผู้ตายบอกว่านายสายชล ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่าได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยและนายสายชลกับพวกร่วมกันมาทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายกับพวก การที่ผู้ตายบอกนายสมบูรณ์ว่านายสายชลเป็นคนแทงผู้ตายนั้นเป็นการบอกถึงคนร้ายที่แทงผู้ตายเท่านั้น หาได้มีการถามถึงผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยไม่ การที่ผู้ตายมิได้ระบุถึงจำเลยไว้จะอนุมานต่อไปว่าจำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยหาได้ไม่การใช้มีดปาดตาลยาวประมาณ1 คืบ เป็นอาวุธแทงผู้ตาย

ถูกที่เหนือราวนม ข้างขวาทะลุเข้าปอดเลือดตกในอกขวามาก ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้องเป็นการเลือกแทงบริเวณอวัยวะสำคัญและแทงอย่างแรง ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในชั่วระยะเวลาไม่นาน แสดงว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกันฆ่าผู้ตาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ฐานฆ่าผู้ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้ตายและฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดสองกรรมต่างกันนั้น เห็นว่าการร่วมกันไปใช้ไม้และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธตีและแทงผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกที่ไม่ชอบกันเช่นนี้เห็นได้ว่าเจตนาของจำเลยและนายสายชลกับพวกต้องการทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกทุกคน

ไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใครลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกันแม้จะมีการกระทำหลายหนต่อบุคคลหลายคนด้วยกันก็ตามก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การพยายามฆ่าผู้เสียหายและฆ่าผู้ตายจึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาว่าการกระทำของตนเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยนี้มาวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และ 288, 80, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 20 ปี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพงษ์ สนธิเณร · ถาวร ตันตราภรณ์ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 522/2546

หลังจากที่จำเลยกับผู้เสียหายโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายกลับไปบ้านพักจำเลยกลัวว่าผู้เสียหายจะไปนำอาวุธปืนมายิงตน จำเลยจึงกลับไปนำเอาอาวุธปืนที่บ้านตน เมื่อกลับมาที่บ้านผู้ตาย จำเลยเห็นบริเวณเอวของผู้เสี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631/2538

เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าและลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายแล้ว การกระทำอันเดียวกันนี้เองจำเลยไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายเพียงบท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2534

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับพวก ทั้งก่อนยิงผู้ตายและหลังยิงผู้ตาย ประกอบกับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกได้เรียกค่าคุ้มครองการทำไม้จากผู้ตายแต่ผู้ตายไม่ยอมให้ เชื่อ ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้