Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทราบแล้วว่าไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ยังคงครอบครองปลูกต้นส้มต่อไป ย่อมเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพราะทำให้กลายเป็นสวนส้ม ไม่เป็นป่าตามสภาพเดิม จำเลยไม่ได้สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ตาม ป.อ. มาตรา 62 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2543 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยการปลูกต้นส้มในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขากระยาง คิดเป็นเนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา อันเป็นการทำลายป่า และทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 14, 31, 35 และสั่งให้จำเลยคนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง จำคุก 3 ปี และปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง (ที่ถูก มีผู้แทนด้วย) และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปยึดถือครองครองทำประโยชน์โดยการปลูกต้นส้มในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุบิดานายโสภณ ทำประโยชน์มาก่อน เมื่อปี 2524 บิดานายโสภณยกที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่นายโสภณเข้าทำประโยชน์ตลอดมา นายโสภณปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวไร และเสียภาษีบำรุงท้องที่ตั้งแต่ปี 2528 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2543 นายโสภณขายที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลย ที่ดินส่วนที่เหลือจากที่แบ่งขายให้จำเลยนั้นต่อมาทางราชการออกหนังสือสำคัญสิทธิทำกิน (สทก.) ให้แก่นายโสภณมีกำหนดเวลาประมาณ 4 ปี นายโสภณได้รับมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านายโสภณมีสิทธิทำกินในที่เกิดเหตุตามที่ทางราชการผ่อนผันให้ทำกินและนายโสภณได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่ทางราชการถูกต้องแล้ว

ตลอดจนราษฎรในพื้นที่เกิดเหตุก็สามารถทำกินในที่ดินได้ นอกจากนี้กรมป่าไม้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 0710/6458 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 ส่งเสริมให้เกษตรกรทำกินและรวมกลุ่มกันในชุมชนปลูกไม้ผลยืนต้นอันเป็นการสร้างสภาพธรรมชาติให้ฟื้นคืนมาได้ กรณีเป็นความสำคัญผิดในสิทธิว่า จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ จึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก บัญญัติว่า "ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แล้วแต่กรณี"

แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้แล้วว่า การกระทำของจำเลยมีองค์ประกอบความผิดครบถ้วน และไม่มีเหตุยกเว้นความรับผิดเลยก็ตาม แต่เรื่องความสำคัญผิดต้องพิจารณาตามความเข้าใจของผู้กระทำหรือจำเลยว่า จำเลยได้กระทำโดยเข้าใจข้อเท็จจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องวินิจฉัยความผิดหรือความรับผิดของจำเลยโดยสมมติเอาว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่จำเลยเข้าใจหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากพยานจำเลยที่นำสืบ จำเลยมีนายโสภณเบิกความว่า ขณะนายโสภณขายที่เกิดเหตุให้แก่จำเลยได้บอกให้จำเลยทราบว่าเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าหลังจากซื้อที่เกิดเหตุจำเลยเคยไปแสดงความจำนงขอเสียภาษีบำรุงท้องที่ แต่ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ามีการยกเลิกแล้วเนื่องจากเสียภาษีไม่ได้แสดงว่าก่อนที่จำเลยจะซื้อที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งมีเนื้อที่มาก

จำเลยต้องตรวจสอบและทราบแล้วว่า สภาพที่ดินเป็นหุบเขาลาดลงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่อาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และจำเลยซื้อในราคาถูกเพียงราคาไร่ละ 4,000 บาท เท่านั้น ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีปี 2541 ให้ผ่อนผันเฉพาะราษฎรที่ทำกินอยู่ก่อนปี 2541 ให้ทำกินต่อไปได้โดยไม่มีการจับกุม แต่ให้จับกุมนายทุนและผู้มีอิทธิพลที่เข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากราษฎร กรณีของจำเลยจึงเข้าลักษณะเป็นนายทุนเข้าไปซื้อที่ดินที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยเป็นผู้มีความรู้ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ย่อมทราบดีว่ากรณีของจำเลยไม่ใช่ราษฎรที่ทำกินอยู่ก่อนปี 2541 แต่จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุต่อจากราษฎรที่ทำกินอยู่เดิม

ย่อมไม่ได้รับการผ่อนผันการจับกุมและไม่มีการยกเว้นใดตามกฎหมาย ดังนี้ เมื่อตามข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบปรากฏว่า จำเลยทราบแล้วว่าไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ แต่ยังคงปลูกต้นส้มต่อไป ย่อมเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพราะทำให้ที่ดินนั้นกลายเป็นสวนส้ม ไม่เป็นป่าตามสภาพเดิมพยานหลักฐานของจำเลยขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 จึงมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · สบโชค สุขารมณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้