Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1626/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยครอบครองอยู่โจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญากัน โดยจำเลยโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทให้โจทก์ และโจทก์ให้เงินแก่จำเลยเป็นการตอบแทนดังนี้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่จดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ย่อมไม่มีผลในกฎหมายแม้จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และส่วนหนึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยก็มีสิทธิครอบครองที่อาจใช้ยันบุคคลอื่นได้นอกจากรัฐ เมื่อจำเลยส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์ครอบครอง โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง การที่จำเลยโอนการครอบครองที่พิพาทให้โจทก์และโจทก์ชำระเงินให้จำเลยเป็นการตอบแทนโดยทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันเอง เห็นได้ว่าโจทก์ยอมเสี่ยงภัยรับเอาซึ่งสิทธิครอบครองที่พิพาทในสภาพเท่าที่จำเลยมีสิทธิอยู่ จะอ้างว่าไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินและทางสาธารณประโยชน์ย่อมไม่ได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลย เพราะจำเลยรับเงินไว้จากโจทก์เป็นค่าตอบแทนในการที่จำเลยโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทของจำเลยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นกันไปแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโอนสิทธิครอบครองที่ดินริมทะเลหาดพัทยาโดยโจทก์ยอมให้เงินตอบแทนจำเลยเป็นเงิน 75,000 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายท้ายฟ้อง ปรากฏต่อมาว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยไม่มีสิทธินำมาขาย ซึ่งโจทก์ไม่ทราบมาก่อนจำเลยไม่ยอมคืนเงินค่าที่ดิน จึงขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงิน ฯลฯจำเลยให้การว่าโจทก์ทราบดีว่าเป็นที่สาธารณะ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืน ฯลฯศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน ฯลฯจำเลยทั้งสองฎีกาข้อเท็จจริงเป็นอันฟังได้ตามที่รับและไม่ได้โต้เถียงกันว่าที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีโฉนด เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เรียกกันว่าที่สาธารณประโยชน์จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ วันที่ 5 กรกฎาคม 2506โจทก์และจำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญากันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โดยจำเลยทั้งสองโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทให้โจทก์และโจทก์ให้เงิน 75,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาเป็นการตอบแทน

จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ครอบครองที่พิพาทตั้งแต่วันนั้นศาลฎีกาเห็นว่า หากพิจารณาในแง่นิติกรรมสัญญาสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยตามสำเนาเอกสารหมายเลข 1 ท้ายฟ้อง มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ทำกันเอง หาได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผลในกฎหมายแต่เมื่อพิจารณาในแง่ทรัพย์สิทธิ การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้น ย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง ไม่ว่าการโอนนั้นจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ที่พิพาทคดีนี้เป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญ ซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ แม้จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและส่วนหนึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์

จำเลยก็มีสิทธิครอบครองที่อาจใช้ยันกับบุคคลอื่นได้นอกจากรัฐ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 5 กรกฎาคม 2506 และรับเงิน 75,000 บาทจากโจทก์เป็นการตอบแทนก็ได้ชื่อว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว และโจทก์ได้ไปแล้วซึ่งสิทธิครอบครองที่พิพาท ตามข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม2506 ตลอดมา แม้โจทก์จะได้รับหนังสือของนายอำเภอให้โจทก์รื้อถอนรั้วหรือสิ่งปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ออกไป โจทก์ก็ยังคงครอบครองที่พิพาทอยู่พฤติการณ์ที่จำเลยโอนการครอบครองที่พิพาทให้โจทก์ และโจทก์ชำระเงินให้จำเลย 75,000 บาท เป็นการตอบแทน โดยทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันเองเช่นนี้

เห็นได้ว่าโจทก์ยอมเสี่ยงภัยรับเอาซึ่งสิทธิครอบครองที่พิพาทในสภาพเท่าที่จำเลยมีสิทธิอยู่ จะอ้างว่าไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินและทางสาธารณประโยชน์ย่อมไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยโอนสิทธิครอบครองตามสภาพที่จำเลยมีอยู่ให้โจทก์เข้าครอบครองมาเป็นเวลานานแล้วเช่นนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยเพราะจำเลยรับชำระเงินจำนวนนี้ไว้จากโจทก์เป็นค่าตอบแทนในการที่จำเลยได้โอนสิทธิครอบครองที่พิพาทของจำเลยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นกันไปแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โชค จารุจินดา · วงษ์ วีระพงศ์ · บัญญัติ สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้