Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 1622)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุแต่โจทก์มีคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามประกอบกับคำเบิกความของพนักงานสอบสวนแสดงรายละเอียดการกระทำความผิดตั้งแต่ตอนจำเลยที่1ทาบทามว่าจ้างจำเลยที่2และที่3ให้ฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาจำเลยที่1ประชุมวางแผนลงมือฆ่าปลดเอาสร้อยข้อมือของผู้ตายกับแสร้งเอาสร้อยคอของจำเลยที่1ไปซ่อนแล้วจำเลยที่1ใช้เศษไม้ขูดคอตนเองให้เป็นรอยเพื่อแสร้งทำว่าถูกคนร้ายตีและจำเลยทั้งสามได้แสดงแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพทั้งจำเลยที่1ที่2ได้ขอขมาศพผู้ตายกับบิดาผู้ตายแสดงถึงความสำนึกผิดและจำเลยที่1ได้พาพนักงานสอบสวนไปเอาสร้อยข้อมือผู้ตายกับสร้อยคอของตนตรงที่ซ่อนไว้ส่วนจำเลยที่2ได้พาพนักงานสอบสวนไปเอาเหล็กขูดชาพท์ซึ่งใช้แทงผู้ตายที่ทิ้งไว้ขณะวิ่งหนีกับได้พบมีดปลายแหลมที่จำเลยที่3ใช้แทงผู้ตายแล้วทิ้งไว้ตรงตามสถานที่ที่ระบุไว้ในคำให้การและจำเลยที่2ได้พาพนักงานสอบสวนไปพบ อ. ที่ต่างจังหวัดให้นำไปยึดเอาสร้อยคอที่ร้านขายทองคืนมาด้วยนอกจากนี้โจทก์ยังมีคำให้การชั้นสอบสวนของ น.ร.กับ อ. ยืนยันว่าจำเลยที่2ที่3เป็นผู้ขอให้ น. นำสร้อยคอของกลางไปขายตรงตามคำให้การของจำเลยที่2ที่3พยานโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่1วานให้จำเลยที่2ที่3ร่วมกันพาอาวุธไปฆ่าผู้ตายและลักทรัพย์ตามฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันพาอาวุธไปฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้นาง อลิศรา ศิริสุรวุฒิ ภรรยาของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันลักสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำของผู้ตายไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 84, 83, 335, 371, 91ริบของกลางศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนหลังแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 84 วรรคสอง วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 335(1)(7), 371เรียงกระทงลงโทษ

ฐานฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษประหารชีวิต ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี และฐานพาอาวุธปรับ 90 บาทจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 371เรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธ ปรับ 90 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วย มาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยที่ 1ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรกตลอดชีวิต กระทงที่สองจำคุก1 ปี 4 เดือน กระทงที่สามปรับ 60 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงแรกตลอดชีวิต กระทงที่สองปรับ 60 บาท รวมแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3ตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลางคำของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ความผิดฐานลักทรัพย์และพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7), 371 ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี4 เดือน และปรับ 60 บาท ตามลำดับ และลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานพาอาวุธให้ปรับ 60 บาท ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดใน 2 ข้อหานี้ด้วยอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาใน 2 ข้อหานี้ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยใน 2 ข้อหาดังกล่าวสำหรับความผิดต่อชีวิตข้อเท็จจริงเบื้องต้นศาลฎีกาฟังว่าในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายร่วมกันใช้เหล็กขูดชาฟท์และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงทำร้ายร่างกายผู้ตายรวม 26 แผลจนถึงแก่ความตาย และลักเอาสร้อยคอทองคำของผู้ตายไปด้วย

ปัญหามีว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดฐานเป็นผู้ใช้และร่วมกันฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ และวินิจฉัยว่าคดีนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยาน แต่โจทก์ก็มีบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามมาเป็นพยาน และมีพันตำรวจโท เฉลิม ขาวปลื้ม พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยัน โดยจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้พูดขอให้จำเลยที่ 2 และ 3 ฆ่าผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยรู้สึกเบื่อหน่าย กำหนดให้ลงมือในวันที่ 15 มกราคม 2531 เวลา 21 นาฬิกาให้คนทั้งสองไปคอยที่หน้าบ้าน ให้จำเลยที่ 3 เป็นคนตีจำเลยที่ 1ให้จำเลยที่ 2 แทงผู้ตาย แล้วให้เอาสร้อยคอ

สร้อยข้อมือของผู้ตายกับสร้อยคอของจำเลยที่ 1 ไป โดยจำเลยที่ 1 จะไปแจ้งความว่าถูกคนร้ายชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตาย ตกลงให้สร้อยทองดังกล่าวเป็นค่าจ้าง ครั้นเมื่อถึงวันนัดเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปบอกคนทั้งสองให้ลงมือได้ โดยให้ไปรอที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงพากันไปคอยที่ซอยห่างบ้านบิดาจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร จนเวลา 21 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 1ขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายออกจากบ้านตรงมาที่จุดนัดพบ จำเลยที่ 1 ดับเครื่องรถพูดทักทายคนทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ได้เข้ารัดคอผู้ตายลงจากรถใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย โดยมีจำเลยที่ 3 ใช้มีดปลายแหลมช่วยแทงคนละหลายที และจำเลยที่ 3ได้กระชากเอาสร้อยคอของผู้ตายด้วย แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้พากันวิ่งหลบหนี

จำเลยที่ 1 เห็นว่าคนทั้งสองมิได้ตีจำเลยที่ 1และเอาสร้อยข้อมือของผู้ตายกับสร้อยคอของจำเลยที่ 1 ไปด้วยตามแผนที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงปลดเอาสร้อยข้อมือของผู้ตายกับสร้อยคอของตนเองไปซ่อนไว้ที่ใต้ต้นเข็มริมรั้วบ้านของบิดาและเอาเศษไม้บริเวณนั้นมาขูดที่ต้นคอให้เป็นรอยแสดงว่าถูกคนร้ายตีแล้วจำเลยที่ 1 ได้เรียกน้องสาวให้ไปตามบิดาบอกว่าถูกคนร้ายชิงทรัพย์และตี สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อวิ่งหนีไปได้ 100 เมตรได้ทิ้งมีดปลายแหลมที่ใช้แทงผู้ตายในระหว่างทาง ส่วนจำเลยที่ 2ได้ทิ้งเหล็กขูดชาฟท์ดังกล่าวเมื่อวิ่งหนีไปถึงป่ามันสำปะหลังวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 พากันหลบหนีไปอำเภอเมืองนครราชสีมา ไปหานางสาว น้ำอ้อย ขอกดสำโรง คนรู้จักกันขอให้นำสร้อยคอดังกล่าวไปขาย

นำเงินมาแบ่งกัน แล้วแยกกันไป โดยจำเลยที่ 2 กลับมาทำงานที่ร้านสุริยนต์การช่างตามเดิม ส่วนจำเลยที่ 3 กลับไปหาภริยาที่จังหวัดขอนแก่น จะเห็นได้ว่าตามบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามดังกล่าวมีรายละเอียดตั้งแต่จำเลยที่ 1 ทาบทามจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพื่อนให้ฆ่าผู้ตาย ตอนแรกจำเลยที่ 2 ก็ห้ามปรามให้จำเลยที่ 1 หาวิธีอื่นดีกว่า แต่จำเลยที่ 1 ยืนยัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้ทำตามที่จำเลยที่ 1 ขอร้องเพราะความรักเพื่อน นอกจากบันทึกคำให้การรับสารภาพดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามยังได้แสดงแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอขมาศพผู้ตายซึ่งตั้งอยู่ที่วัดขณะทำพิธีศพ กับได้ขอขมาบิดาผู้ตายให้พนักงานสอบสวนถ่ายภาพไว้

อันแสดงถึงความสำนึกผิด นอกจากนี้จำเลยที่ 1ยังได้พาพนักงานสอบสวนไปเอาสร้อยคอกับสร้อยข้อมือที่ใต้ต้นเข็มริมรั้วบ้านของบิดา ซึ่งก็พบสร้อย 2 เส้นดังกล่าวตรงตามที่ให้การไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้พาไปเอาเหล็กขูดชาฟท์ที่ทิ้งไว้ก็พบอยู่ที่ป่ามันสำปะหลังจริง และจำเลยที่ 2 ยังได้พาพนักงานสอบสวนไปพบนางสาว น้ำอ้อย ที่จังหวัดนครราชสีมาให้พาไปยึดเอาสร้อยคอที่นำไปขายไว้ที่ร้านขายทอง ฉัตรฟ้า มาได้จริง สำหรับมีดปลายแหลมของกลางพนักงานสอบสวนตรวจพบตกอยู่ที่ซอยห่างที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ตรงตามที่จำเลยที่ 3 ให้การว่าได้ทิ้งไว้หลังเกิดเหตุจริงอีกเช่นกัน ทั้งเหล็กขูดชาฟท์และมีดปลายแหลมของกลางตรวจแล้วพบคราบโลหิตมนุษย์ติดอยู่ด้วย

ตรงตามที่จำเลยทั้งสามให้การว่าได้ใช้อาวุธดังกล่าวแทงผู้ตาย และโจทก์มีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาว น้ำอ้อย ขอกดสำโรง นางสาว รุจิราพร ศรีบุญช่วย กับนางสาวอรทัย วิริยะกุลนันท์ เจ้าของร้านขายทอง ฉัตรฟ้า มาสนับสนุน ซึ่งตามบันทึกคำให้การได้ความว่า จำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้ขอให้นางสาว น้ำอ้อย นำสร้อยคอของกลางไปขายตรงตามที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การ ทำให้เชื่อได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพไว้ ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามไม่น่าเชื่อถือ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 2ถูกจับและถูกควบคุมตัวตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ แล้วจำเลยที่ 2จะไปทำผิดคดีนี้ได้อย่างไรนั้น จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 2ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เพิ่งถูกจับหลังเกิดเหตุคดีนี้ 3 วัน มิใช่ถูกจับและถูกควบคุมตัวก่อนเกิดเหตุดังจำเลยทั้งสามกล่าวอ้างข้อโต้แย้งนี้จึงฟังไม่ขึ้น คดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 266428)

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุ แต่โจทก์มีคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามประกอบกับคำเบิกความของพนักงานสอบสวนแสดงรายละเอียดการกระทำความผิดตั้งแต่ตอนจำเลยที่ 1 ทาบทามว่าจ้างจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2544

การที่จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุขัดเคืองกันมาก่อนก่อนเกิดเหตุ ถือไม่ได้เสมอไปว่าจะเป็นเหตุให้จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยและผู้ตายมีเรื่องขัดเคื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4505/2531

คนร้ายสามคนสวมหมวกไหมพรมแบบอ้ายโม่งเห็นเฉพาะใบหน้าบางส่วน คนร้ายใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายคุกเข่าก้มหน้าหมอบลงกับพื้น โดยผู้เสียหายคงได้ยินเสียงคนร้ายเท่านั้นดังนั้นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 638679)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้