Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1611/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายอันเป็นการประพฤติผิดสัญญาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิที่จะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถามได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยมีเงินพร้อมที่จะชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาไปได้ สัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า เมื่อมีการชำระเงินงวดสุดท้ายและโอนกรรมสิทธิ์แก่กันแล้ว ผู้จะซื้อ (จำเลย) จะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงบนที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็วหรือภายใน 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อก่อสร้างเสร็จผู้จะซื้อต้องโอนอาคารพาณิชย์ให้ผู้จะขาย (โจทก์ที่ 1) จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากผู้จะซื้อไม่สามารถปฏิบัติได้จะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนให้แก่ผู้จะขายเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายจำนวน 4 แปลง ในราคา 10,000,000 บาท ให้เสร็จสิ้นไปก่อน เมื่อการซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งไม่ได้ทำขึ้น โดยเหตุซึ่งเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลงก่อนจึงไม่สำเร็จโดยเหตุซึ่งไม่อาจโทษฝ่ายจำเลยได้จำเลยย่อมไม่มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2,000,000 บาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26196 โจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26197 โจทก์ที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตำบลและอำเภอเดียวกัน โจทก์ที่ 1 เป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2539 โจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะขายที่ดินทั้ง 4 โฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนดของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย โดยตกลงขายกันทั้ง 4 โฉนดเป็นเงิน 10,000,000 บาท มีเงื่อนไขในการทำสัญญาจะซื้อขายว่าฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อยินยอมให้ฝ่ายโจทก์ผู้จะขายรื้อถอนโรงเรือนออกไปได้ 1 หลัง

ส่วนโรงเรือนอื่นนอกจากนั้นให้เป็นของจำเลย เมื่อจำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายแล้วจำเลยยินยอมให้ฝ่ายโจทก์ซื้อในราคากึ่งหนึ่ง โดยในวันทำสัญญาจะซื้อขายจำเลยได้วางเงินมัดจำให้โจทก์ที่ 1 ไว้ 50,000 บาท และในวันที่ 11 เมษายน 2539 จำเลยวางเงินมัดจำอีก 450,000 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2538 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเกี่ยวกับการแบ่งชำระราคาออกเป็น 6 งวด และในวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอีก ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้จำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และขายให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับโรงเรือนที่อยู่ในที่ดินตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกในมูลค่า 2,000,000 บาท

หากจำเลยไม่อาจโอนได้ จำเลยจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ภายในเดือนมกราคม 2544 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ในวันที่ 30 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 โฉนดเลขที่ 26196 และโฉนดเลขที่ 26197 แก่นางน้องนุชภริยาจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งจำเลยให้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ของโจทก์ที่ 4 และชำระราคา 2,500,000 บาท ให้จำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินทั้งสี่โฉนดดังกล่าว แล้วโอนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหาตามสัญญา แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ครั้งสุดท้ายโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2544 และให้จ่ายเงินชดเชยที่ไม่สามารถปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แล้วจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เป็นเงิน 2,000,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการ

ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จากโจทก์ที่ 4 และชำระราคา 2,500,000 บาท ตามสัญญา หากจำเลยไม่ไปดำเนินการรับโอน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,500,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนในกรณีที่ไม่ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาเพื่อขายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 4,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งในสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาในนามของตนเอง จึงไม่อาจถือสิทธิใดๆ ตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ให้แก่จำเลยในวันนัด โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายโดยมีการขีดฆ่าข้อความแล้ว สัญญาจะซื้อขายระบุให้ผู้จะขายมีสิทธิริบเงินมัดจำแต่ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้รับโอน โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าทดแทนในกรณีที่จำเลยไม่สร้างอาคารพาณิชย์

จำเลยเพียงแต่บอกโจทก์ที่ 1 ว่าหากสร้างอาคารพาณิชย์ก็จะขายให้โจทก์ที่ 1 เพียงกึ่งหนึ่งของราคาขายเท่านั้น ทั้งสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยไม่สร้างอาคารพาณิชย์จะยอมให้ปรับ ขณะทำสัญญาจะซื้อขายไม่มีการระบุข้อความในข้อ 4.2 และ 4.3 และไม่มีข้อความว่าพร้อมทั้งบุตรธิดาที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โจทก์ที่ 1 เติมข้อความดังกล่าวลงไปในสัญญาจะซื้อขายโดยพลการ จึงไม่ผูกพันจำเลยจำเลยไม่เคยลงชื่อในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายฉบับวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 นำเอกสารไปให้จำเลยลงชื่อโดยบอกว่า หากไม่ลงชื่อจะไม่โอนที่ดิน เป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเนื่องจากจำเลยได้ชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,500,000 บาทแล้ว จำเลยต้องยอมลงชื่อเพราะถูกข่มขู่ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ที่ 1 กับจำเลยตกลงยกเลิกข้อสัญญาต่างๆ กันหมดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ในปี 2532 โจทก์ที่ 1 ทำการรังวัดแบ่งแยกในนามเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26196 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26197 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 มีส่วนที่คงเหลืออยู่ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยทุกแปลงมีเนื้อที่ 1 ไร่ 28 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย

จ.2 แก่โจทก์ที่ 4 ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 แก่โจทก์ที่ 2 และที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 แก่โจทก์ที่ 3 ในวันที่ 5 เมษายน 2539 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 แก่จำเลย ในราคาแปลงละ 2,500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000,000 บาท ปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.5 ครั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2539 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 อีก 1 ฉบับ ตกลงแบ่งชำระราคาที่ดินทั้งหมดเป็น 6 งวด โดยงวดที่ 6 อันเป็นงวดสุดท้ายฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อตกลงชำระราคาส่วนที่เหลือ 5,200,000 บาท ในวันที่ 10 ตุลาคม 2539 ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย

จ.6 ในวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 อีก 1 ฉบับ มีเนื้อหาสาระว่าจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้จะซื้อจะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 ปี นับจากวันโอนที่ดิน เมื่อปลูกสร้างเสร็จแล้ว จำเลยจะต้องโอนอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหาทันที ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนอาคารแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นจำเลยชำระราคาที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,500,000 บาท และโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย

จ.1 และ จ.3 ถึง จ.4 แก่นางน้องนุชภริยาจำเลย คงเหลือเพียงที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ของโจทก์ที่ 4 ที่ยังไม่อาจโอนกันได้ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อแรกมีว่า การที่จำเลยไม่ไปรับโอนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 เป็นการผิดสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า เหตุที่ไม่มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยไม่มีเงินพอที่จะไปรับโอนที่ดินจากโจทก์ที่ 1 เป็นเจตนาของจำเลยเองที่ไม่ประสงค์จะรับโอน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้ง 4 โฉนดโดยวิธีการแบ่งชำระราคาออกเป็น 6 งวดแล้ว

จำเลยได้ชำระราคาให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 5 งวด แม้ไม่ตรงตามเวลาที่ตกลงกันแต่โจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับรวมแล้วจำเลยชำระราคาที่ดินไปเป็นเงิน 7,500,000 บาท ในที่สุดฝ่ายโจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดิน จำนวน 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และ จ.4 ให้ฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 แต่การโอนที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ที่ระบุว่าเมื่อชำระเงินงวดที่ 4 แล้ว ผู้จะขาย (ฝ่ายโจทก์ที่ 1) จะไปไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อมอบให้ผู้จะซื้อ (จำเลย) ถือไว้เป็นประกันโดยจะนำไปฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาโพธาราม ให้เป็นผู้เก็บรักษา โดยโจทก์ที่ 1 มิได้ไปดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในเรื่องนี้ว่า แม้ที่ดินแปลงดังกล่าวจะติดจำนองไว้แก่ผู้อื่น ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการโอน เพราะเมื่อผู้ซื้อ (จำเลย) มีเงินจ่ายให้แก่ผู้ขาย (โจทก์ที่ 1) ก็สามารถนำเงินชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองมาโอนขายได้ เห็นว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2539 เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ระบุไว้ว่า เมื่อชำระเงินงวดที่ 4 แล้ว ผู้จะตาย (โจทก์ที่ 1) ยินดีมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26195 (ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.2) ให้ผู้จะซื้อ (จำเลย) ถือไว้เป็นประกันโดยฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาโพธารามให้เป็นผู้เก็บรักษา ข้อตกลงนี้ย่อมเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่โจทก์ที่ 1 ผู้จะขายจะต้องปฏิบัติก่อน แต่ได้ความว่า แม้จำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปแล้วจำนวน 5 งวด โจทก์ที่ 1 ก็มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าวคือ เมื่อมีการชำระเงินงวดที่ 4 จำนวน 250,000 บาท ซึ่งจะชำระในวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 เพื่อไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 แล้ว โจทก์ที่ 1 ต้องมอบโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวให้จำเลยถือไว้เป็นประกัน แต่หลังจากจำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 ตามข้อตกลงนี้แล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 แต่อย่างใด

จนกระทั่งโจทก์ที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปเมื่อต้นปี 2545 ก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก โจทก์ที่ 1 ติดต่อทวงถามให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อประมาณ 2 เดือน หลังจากมีการโอนขายที่ดิน 3 แปลง ให้แก่ฝ่ายจำเลย ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 ตามสำเนาหนังสือเรื่องผิดสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11 เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีข้อตกลงกันไว้ตามข้อ 2 ของเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว ก็เพื่อให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้จะซื้อมีความมั่นใจว่าจะมีการโอนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 กันจริงโดยไม่มีปัญหาข้อขัดข้องใด ๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์

โจทก์ที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เว้นเสียแต่ว่ามีการตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงนั้นๆ กันภายหลัง แต่ก็ไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า มีการตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันเป็นอย่างอื่น โดยโจทก์ที่ 1 คงฎีกายืนยันว่า โจทก์ที่ 1 ไม่จำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนี้และมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขาย ข้ออ้างของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิที่จะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2 ตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถามได้ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว

จำเลยมีเงินพร้อมที่จะชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ว่าจำเลยมีเงินพร้อมหรือไม่ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท เพราะจำเลยผิดสัญญาตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 นั้น ข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฉบับนี้ระบุว่า เมื่อมีการชำระเงินงวดสุดท้ายและโอนกรรมสิทธิ์แก่กันตามสัญญาลงวันที่ 5 เมษายน 2539 แล้ว ผู้จะซื้อ (จำเลย) จะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงบนที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็วหรือภายใน 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์

เมื่อก่อสร้างเสร็จผู้จะซื้อต้องโอนอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้ผู้จะขาย (โจทก์ที่ 1 ) จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากผู้จะซื้อไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขของสัญญาจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนให้แก่ผู้จะขายเป็นเงิน 2,000,000 บาท ภายในเดือนมกราคม 2544 เห็นได้ว่า ตามข้อตกลงฉบับนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 5 เมษายน 2539 ซึ่งมีข้อตกลงจะซื้อขายที่ดินจำนวน 4 แปลง ในราคา 10,000,000 บาท ให้เสร็จสิ้นไปก่อนเมื่อปรากฏว่าการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงหนึ่งในสัญญาจะซื้อขายนี้ไม่ได้ทำขึ้น โดยเหตุซึ่งเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย

จ.6 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลงก่อนดังกล่าวจึงไม่สำเร็จโดยเหตุซึ่งไม่อาจโทษฝ่ายจำเลยได้ จำเลยในฐานะผู้จะซื้อย่อมไม่มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 อีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 3,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี ศรีอรุณ · รัตน กองแก้ว · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้