คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนทำการค้าโดยโจทก์ออกสถานที่ จำเลยออกทุน และดำเนินกิจการค้า ตกลงกันว่าผลกำไรแบ่งกันคนละครึ่ง แต่แล้วจำเลยไม่เคยคิดบัญชีและแบ่งผลกำไรให้โจทก์เลยขอให้ศาลบังคับให้เลิกห้างหุ้นส่วน ตั้งผู้ชำระบัญชีและขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากตึกแถวจำเลยและผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมต่อสู้ว่าโจทก์ไม่เคยเข้าหุ้นส่วนกับจำเลย เหตุที่จำเลยเข้ามาทำการค้าที่ตึกแถวนี้ จำเลยเช่ามาจากนายพีดาอาลีซึ่งได้เช่ามาจากสำนักงานทรัพย์สินฯ จำเลยติดต่อกับโจทก์ในฐานะตัวแทนของนายพีดาอาลีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์จำเลยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันแต่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่าถึงแม้จะฟังตามที่โจทก์นำสืบก็ยกฟ้องโจทก์ไม่ได้
ควรยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของจำเลยด้วยให้แน่นอนแล้วพิพากษาใหม่โจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องตั้งรูปคดีมาเป็นเรื่องหุ้นส่วนซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้เข้าหุ้นส่วนกับโจทก์การที่จำเลยเข้าอยู่ในตึกแถวรายพิพาทก็โดยเช่าจากโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของนายพีดาอาลีคดีนี้จึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า การที่จำเลยเข้ามาทำการค้าในสถานที่รายพิพาทนี้ โดยจำเลยเข้ามาในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนกับโจทก์หรือมิใช่ เพราะโจทก์ตั้งรูปคดีมาเช่นนั้น และจำเลยก็ปฏิเสธอยู่ว่า ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงสนับสนุนคำฟ้องของตน จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบความข้อนี้
เมื่อโจทก์นำสืบไม่สมว่าเป็นหุ้นส่วนกัน ก็เป็นการเพียงพอที่จะยกฟ้องของโจทก์เสียได้ ไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัยไปถึงพยานหลักฐานของจำเลยดังความเห็นแย้ง เพราะข้อที่จำเลยจะได้เช่าตึกรายพิพาทจากโจทก์หรือไม่ และโจทก์เป็นตัวแทนของนายพีดาอาลีหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นในคดีนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าว เป็นแต่เพียงเหตุแห่งการปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับโจทก์เท่านั้นพิพากษายืน