Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวเลยว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารในลักษณะจ้างแรงงานหรือจ้างทำของอันจะเป็นการต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 428 แต่คงกล่าวรวม ๆ กันไปว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ได้จ้างเหมาจำเลยที่ 2 ในลักษณะจ้างทำของไปแล้ว จึงไม่ต้องรับผิด คงให้การแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างอาคารและรับผิดในความเสียหายต่อบุคคลภายนอก อีกทั้งได้ประกันความเสียหายไว้แก่บริษัทประกันภัย และจำเลยทั้งสองได้ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองไปแล้วจึงไม่ต้องรับผิด ด้วยเหตุนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 จึงไม่ชอบ ตลอดจนการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวรวม ๆ กันไปกับประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ก็เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการที่ต้องร่วมรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 หรือไม่ ถือเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในช่วงที่มีการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ซึ่งสูงถึง 29 ชั้น และอยู่ห่างจากโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองเพียง 4 เมตร มีวัสดุก่อสร้างตกเรี่ยราดเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณโรงเรียน หล่นใส่อาคารเรียน โรงฝึก และส่วนอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย นักเรียนสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนน้อยลงผิดปกติเป็นเวลาถึง 3 ปี จนกระทั่งเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงมีนักเรียนมาสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อพิจารณาว่าสถานศึกษาต้องเป็นสถานที่สงบเงียบ ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน ปลอดภัย เมื่อผู้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ก่อสร้างที่เกรงว่าน่าจะเกิดอันตราย จึงไม่พึงปรารถนาจะส่งบุตรหลานเข้าไปเล่าเรียน การที่มีนักเรียนมาสมัครเรียนน้อยลงจึงถือเป็นความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ทั้งสองพึงได้รับจากการกระทำละเมิดดังกล่าว โจทก์ทั้งสองชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 3,122,900 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,992,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัทไทยศรีนครประกันภัยและคลังสินค้า จำกัด หรือบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัย เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของโรงเรียนเทคนิคสัจจวัฒน์ที่เกิดเหตุ ประกอบด้วยอาคารเรียน อาคารห้องน้ำ และอาคารโรงฝึกงาน รวมทั้งหมด 4 หลัง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2533 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารชุดสูง 29 ชั้น และอาคารจอดรถสูง 10 ชั้น ชื่อ โครงการก่อสร้างอาคารสาธรซิตี้ ทาวเวอร์ คอนโดมิเนียม ทิศตะวันตกติดที่ดินโจทก์ทั้งสองอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเทคนิคสัจจวัฒน์ โดยอยู่ห่างจากรั้วกำแพงโรงเรียนประมาณ 4 เมตร ส่วนทิศใต้และทิศตะวันออกติดที่ดินบุคคลอื่นโดยมีจำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยการก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่บุคคลภายนอกในวงเงิน 10,000,000 บาท

มีระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2533 ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 และต่ออายุสัญญาประกันภัยอีก 6 เดือน จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวแก่ทรัพย์สินของโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองตั้งแต่วันเริ่มทำการก่อสร้างจนถึงวันทำสัญญา (วันที่ 6 พฤษภาคม 2535) จำนวน 1,300,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ให้สัญญาว่าจะป้องกันมิให้เศษวัสดุทำความเสียหายแก่โรงเรียนของโจทก์ทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งข้อนี้ความจริงศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในลักษณะดังกล่าว โดยได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า

นับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองอีกหรือไม่ ซึ่งก็หมายความว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองมาแล้ว ดังนั้น ความหมายจึงอยู่ที่ว่า นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองอีกหรือไม่นั้นเอง ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกเอาประเด็นดังกล่าวขึ้นมาปรับบทตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 จึงนับเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ให้เป็นที่ชัดเจน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรจะได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า

จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคาร เมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างจนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองและรับว่าต่อไปจะใช้ความระมัดระวังและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอีก ซึ่งนับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2535 ตลอดมาจนปัจจุบัน จำเลยทั้งสองก็มิได้ใช้วิธีป้องกันประการใดทั้งสิ้น กลับดำเนินการไปโดยจงใจและประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองหลายประการ โดยคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวเลยว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารในลักษณะจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ อันจะเป็นการต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง

ป.พ.พ. มาตรา 428 แต่คงกล่าวรวม ๆ กันไปว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การปฏิเสธแต่เพียงว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างและรับผิดในความเสียหายต่อบุคคลภายนอก อีกทั้งได้ประกันความเสียหายไว้แก่บริษัทไทยศรีนครประกันภัยและคลังสินค้า จำกัด และจำเลยทั้งสองได้ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว 1,300,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชอบไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้จ้างเหมาจำเลยที่ 2 ในลักษณะจ้างทำของไปแล้วจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 428 ด้วยเหตุนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงนับเป็นการไม่ชอบ

ตลอดจนการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อดังกล่าวรวม ๆ กันไปกับประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ก็เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการที่ต้องร่วมรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 หรือไม่ ถือเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งยังขัดกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เอง ที่เคยยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ว่าดุลพินิจของศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ไม่ชอบมาก่อนแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้? ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ต่อไปอีกว่า ในปี 2533 มีนักเรียนลาออกจากโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 3 จำนวน 107 คน จากนักเรียนที่เข้าเรียนทั้งหมด 226 คน ในปี 2534 นักเรียนเข้าเรียนลดลงเหลือ 179 คน และลาออก 77 คน ในปี 2535 นักเรียนเข้าเรียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่น้อยกว่าปี 2533 โดยเข้าเรียน 192 คน และลาออกในเดือนตุลาคม 2535 เพียงครึ่งปีการศึกษาจำนวน 50 คน

อันพอถือได้ว่าผิดปกติ และในปี 2536 ซึ่งไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับการก่อสร้างแล้วได้มีนักเรียนมาสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นถึง 335 คน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า สถานที่ศึกษาต้องเป็นสถานที่สงบเงียบ ร่มรื่น สะอาดสะอ้านสมกับเป็นแหล่งที่เกิดแห่งปัญญา ด้วยเหตุนี้หากโรงเรียนโจทก์ทั้งสองมีการก่อสร้างอาคารสูงถึง 29 ชั้น และห่างเพียง 4 เมตร มิหนำซ้ำยังมีวัสดุตกเรี่ยราดเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณจนต้องไปกางเต็นท์เรียนนอกอาคารเรียนเพราะกลัวว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยแก่นักเรียน กรณีจึงเชื่อได้ว่าผู้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ทุกคนอาจไม่พึงปรารถนาที่จะส่งบุตรหลานอันเป็นที่รักและหวงแหนของเขาเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในสถานที่เช่นนั้นก็เป็นได้ ซึ่งถือเป็นความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ทั้งสองจะพึงได้รับจากการกระทำละเมิดดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ทั้งสอง 500,000 บาท เมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยแล้ว ถือได้ว่าเป็นคุณแก่จำเลยทุกคนมากแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพิณ บุญสิทธิ์ · สิงหะ สัตยธรรม · กำพล ภู่สุดแสวง
ศาลล่าง
ศาลแพ่งธนบุรี - นายวิเชียร ใยยะธรรม
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้