Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นฟังว่า "ฯลฯ ขณะจับก็ยังพบ(โจทก์)คาดเข็มขัดตำรวจและมีนาฬิกาข้อมือที่ตามวิทยุว่าถูกลักมาอยู่ด้วยดังนี้ โจทก์ย่อมจะต้องถูกจับอยู่เองเป็นธรรมดา" ดังนี้ แม้นาฬิกาที่จับได้จากโจทก์เป็นยี่ห้อวิลน่า ส่วนตามวิทยุสั่งจับนั้นเป็นยี่ห้อฮอนซ่าก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ฟังว่า จำเลยพบโจทก์มีนาฬิกาข้อมือตรงกับที่วิทยุว่านาฬิกาข้อมือเป็นของที่ถูกลัก อันเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นประกอบข้อพิรุธอื่น ๆ ของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์เป็นพลตำรวจสำเริงซึ่งต้องหาว่าลักนาฬิกาข้อมือเท่านั้น ศาลชั้นต้นมิได้ฟังเลยไปถึงว่านาฬิกาที่โจทก์ใส่อยู่นั้นเป็นของร้าย อันเป็นของกลางที่จับได้จากโจทก์อย่างใด หาเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ จำเลยเข้าใจว่า คำสั่งของร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้ทำการแทนผู้กำกับที่สั่งให้จำเลยไปจับกุมโจทก์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้วิทยุสั่งจับมิได้มีข้อความแสดงว่าได้ออกหมายจับแล้ว กรณีก็ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 70 จำเลยไม่ต้องรับโทษ(อ้างฎีกาที่ 1135/2508) ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า " ฯลฯ ในเรื่องสาเหตุจำเลยที่ 2 ก็สามารถนำนางสาวน้อยหรือแมวมาเบิกความแสดงความบริสุทธิ์ได้อีกว่า แท้จริงจำเลยกับนางสาวน้อยหรือแมวไม่ได้เคยรู้จักกันเลย ฯลฯ " ดังนี้ เมื่อนางสาวน้อยหรือแมวซึ่งจำเลยนำสืบเบิกความว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน คดีจึงมีคำพยานสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นฟังว่านางสาวแมวไม่รู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อนไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองรับราชการเป็นตำรวจภูธรประจำสถานีตำรวจภูธร รู้ดีว่าตนไม่มีอำนาจมีเจตนาให้โจทก์ถูกคุมขัง แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าโจทก์มีชื่อว่าพลตำรวจสำเริง จับโจทก์มายังสถานีตำรวจในข้อหาว่าลักทรัพย์แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐,๘๓

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลแขวงราชบุรีรับอุทธรณ์โจทก์ข้อกฎหมาย ๒ ข้อ คือ : - ๑. ศาลชั้นต้นฟังว่า "ฯลฯ ขณะจับก็ยังพบว่า(โจทก์)คาดเข็มขัดตำรวจและมีนาฬิกาข้อมือที่ตามวิทยุว่าถูกลักมาอยู่ด้วย ดังนี้ โจทก์ย่อมจะถูกจับกุมอยู่เองเป็นธรรมดา ฯลฯ" แต่นาฬิกาที่จับได้จากโจทก์เป็นยี่ห้อวิลน่า ส่วนตามวิทยุสั่งจับนั้นยี่ห้อฮอนซ่า จึงไม่ใช่ของร้าย การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการคลาดเคลื่อนนอกท้องสำนวน ๒. ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า "ฯลฯ ในเรื่องสาเหตุ จำเลยที่ ๒ ก็สามารถนำนางสาวน้อยหรือแมวมาเบิกความแสดงความบริษัทได้อีกว่าแท้จริงจำเลยที่ ๒ กับนางสาวน้อยหรือแมวไม่ได้เคยรู้จักกันเลย ฯลฯ" แต่นางสาวน้อยหรือแมวซึ่งจำเลยนำสืบเบิกความว่า

เพิ่งรู้จักโจทก์ เมื่อราว ๓ เดือนก่อนที่จะมาเป็นพยานที่ศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการจับกุมและนางสาวน้อยที่โจทก์ว่าก็ไม่มีใครเรียกว่าแมว นอกจากโจทก์คนเดียว จำเลยที่ ๒ จะรู้ได้อย่างไรว่าพยานชื่อแมว พยานจึงไม่ใช่นางแมวที่โจทก์กล่าวถึง ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ ๒ กับนางแมวไม่รู้จักกันและไม่มีเรื่องที่โจทก์จะหึงจำเลยที่ ๒ ก็เป็นการคลาดเคลื่อนนอกท้องสำนวนเช่นเดียวกัน

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยนอกคำพยานหลักฐานในสำนวน พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องนาฬิกาข้อมือนั้น ศาลชั้นต้นเพียงแต่ฟังว่าจำเลยพบโจทก์มีนาฬิกาข้อมือตรงกับที่วิทยุว่านาฬิกาข้อมือเป็นของที่ถูกลัก อันเป็นข้อสังเกตุเบื้องต้นประกอบข้อพิรุธอื่น ๆ ของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์เป็นพลตำรวจสำเริงซึ่งต้องหาว่าลักนาฬิกาเท่านั้น ศาลชั้นต้นมิได้ฟังเลยไปว่านาฬิกาที่โจทก์ใส่อยู่นั้นเป็นของร้ายอันเป็นของกลางที่จับได้จากโจทก์แต่อย่างใด หาเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีเหตุที่จะจับโจทก์ได้เพราะวิทยุสั่งจับมิได้มีข้อความแสดงว่าได้ออกหมายจับนั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏ จำเลยย่อมเข้าใจว่าคำสั่งของร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้ทำการแทนผู้กำกับการที่สั่งให้จำเลยไปจับกุมโจทก์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะนอกจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาให้จำเลยกระทำการอันเป็นหน้าที่ของจำเลยแล้ว ยังมีวิทยุโทรศัพท์จากกรมตำรวจสั่งให้มาจับอีกด้วย แม้วิทยุมิได้แจ้งว่าได้ออกหมายจับแล้ว กรณีก็ต้องด้วยมาตรา ๗๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจำเลยไม่ต้องรับโทษ(อ้างฎีกาที่ ๑๑๓๕/๒๕๐๘) ในเรื่องสาเหตุ นางสาวสุรีย์หรือน้อยหรือแมวที่จำเลยนำสืบ ก็เบิกความว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ ๒ มาก่อน คดีจึงมีคำพยานสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นฟังว่านางสาวแมวไม่รู้จักจำเลยที่ ๒ มาก่อน ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โพยม เลขยานนท์ · มณี ชุติวงศ์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลล่าง
ศาลแขวงราชบุรี - นายสุรเจตน์ วิชิตชลชัย
ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้