Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1600/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์นายจ้าง โดยเข้าร่วมประชุมปรึกษากับลูกจ้างอื่น แม้จะไม่มีชื่อและลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องที่ยื่นต่อโจทก์ ก็ถือได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้องด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งมีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ เป็นคณะกรรมการกล่าวหาโจทก์เลิกจ้างจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ วินิจฉัยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑๓ เป็นเงิน ๔๑,๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๑๔ เป็นเงิน๔๕,๙๐๐ บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ รับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองฝ่ายเดียวแล้วฟังว่า จำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมในการเตรียมการยื่นข้อเรียกร้องและโจทก์ทราบเรื่องนี้ การเลิกจ้างมิได้ระบุเหตุผล ทั้งเหตุแห่งการยื่นข้อเรียกร้องผ่านพ้นไปไม่นานก็มีการเลิกจ้างเป็นไปได้ที่โจทก์ไม่พอใจจำเลยทั้งสองซึ่งมีบทบาทในการเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองร่วมประชุมกับลูกจ้างเพื่อเตรียมการจัดทำข้อเรียกร้อง แต่ลูกจ้างไม่ให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนลูกจ้างเพื่อเจรจาข้อเรียกร้องเพราะเกรงว่าโจทก์จะกลั่นแกล้งนั้นปราศจากเหตุผล

เพราะจำเลยทั้งสองได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์โดยตรง ทั้งข้อเสนอของลูกจ้างโจทก์รับฟังและนำไปจดทะเบียนต่อกรมแรงงาน ไม่เคยใช้มาตราการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดผลขัดต่อกฎหมาย การที่โจทก์เลิกจ้างโดยไม่ระบุเหตุผลเพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ว่าต้องแจ้งเหตุผลและเพราะความหวังดีของโจทก์ที่เห็นแก่อนาคตของจำเลยทั้งสองในการไปทำงานที่อื่น โจทก์เลิกจ้างเพราะจำเลยทั้งสองกระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของโจทก์ ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของโจทก์เป็นอาจิณและจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง มิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๔๖/๒๕๒๕ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ให้การว่า

จำเลยที่ ๑๒ มิได้ร่วมเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑๒ คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบแล้ว คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย เห็นว่า โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุเหตุผลการเลิกจ้าง ทั้งมิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบด้วยวาจา โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑๓ ขัดขวางการผลิต ดึงงาน จำเลยที่ ๑๔ มีทัศนคติไม่ดีต่อโจทก์ ยุยงให้ลูกจ้างกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ และไม่มีหลักฐานปรากฏชัดว่า จำเลยทั้งสองทำผิดจริง คงมีหนังสือตักเตือนจำเลยที่ ๑๓ เรื่องการพักผ่อนเกินเวลาที่กำหนดเท่านั้น แต่มีหลักฐานแจ้งชัดว่า

จำเลยทั้งสองเคยเป็นผู้นำของลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ และต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีส่วนร่วมประชุมปรึกษาหารือกับลูกจ้างอื่นและจัดทำข้อเรียกร้องเพื่อยื่นต่อโจทก์โดยเป็นที่ปรึกษาและทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเรียกร้องดี แต่เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของโจทก์กลั่นแกล้งลูกจ้างทั้งห้าที่เข้าร่วมประชุมจึงไม่ให้จำเลยทั้งสองลงชื่อในหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องของพนักงานที่ยื่นต่อโจทก์นายเสรี โหสกุล กรรมการผู้จัดการของโจทก์ทราบเรื่องดีเพราะเรียกจำเลยทั้งสองไปสอบถามจึงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เลิกจ้างเพราะไม่พอใจที่มีส่วนร่วมในการเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าเพราะเห็นแก่อนาคตของจำเลยทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างลอย

ๆ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของโจทก์สำเร็จลุล่วงด้วยดีและซื่อสัตย์ตลอดมา ไม่เคยขัดคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของโจทก์และไม่เคยกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ให้การว่า โจทก์เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓ สามารถตกลงกันได้ ประมาณเดือนกันยายน ๒๕๒๔ ตัวแทนลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์อีกครั้งหนึ่ง จำเลยทั้งสองเป็นที่ปรึกษาของตัวแทนว่ายื่นข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นสามารถตกลงกันได้ แต่กรมแรงงานไม่รับจดทะเบียนให้ อ้างว่าข้อเรียกร้องเดิมยังมีผลใช้บังคับอยู่และเป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่าข้อเรียกร้องฉบับหลัง

โจทก์เลิกจ้างเพราะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง จำเลยทั้งสองไม่เคยขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่เคยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ไม่เคยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑๒ ศาลแรงงานกลางอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยทั้งสองได้ร่วมประชุมปรึกษาเตรียมการยื่นข้อเรียกร้องในเดือนกันยายน ๒๕๒๔ โดยโจทก์ได้ทราบพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นว่าจำเลยทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการเตรียมการยื่นข้อเรียกร้องครั้งหลังนี้สาเหตุการเลิกจ้างแม้มิได้ระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างหรือแจ้งด้วยวาจา เป็นที่เห็นได้ว่ามิได้อาศัยเหตุที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์ แต่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่มีส่วนร่วมในการประชุมปรึกษาเพื่อเตรียมการยื่นข้อเรียกร้อง

เนื่องจากหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๖ ไม่มีรายชื่อและลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองเป็นผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาข้อเรียกร้องหรือเป็นผู้สนับสนุนข้อเรียกร้อง คงเป็นเพียงผู้เข้าร่วมประชุมปรึกษาเตรียมการยื่นข้อเรียกร้อง มิใช่ผู้ยื่นข้อเรียกร้องเจรจา แม้จำเลยทั้งสองจะมีรายชื่อในเอกสารหมาย ล.๒ และ ล.๓ ก่อนมีการยื่นข้อเรียกร้องก็มิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๒๑(๑) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ไม่ใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๔๖/๒๕๒๕ ผู้พิพากษาสมทบทำความเห็นแย้งว่าควรพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ และจำเลยที่ ๑๓ ที่ ๑๔ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ ๑๓ ที่ ๑๔ เพราะเหตุที่ลูกจ้างของโจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยเข้าร่วมประชุมปรึกษากับลูกจ้างอื่น และจัดทำข้อเรียกร้องเพื่อยื่นต่อโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ เป็นลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้องด้วย การเลิกจ้างจำเลยที่ ๑๓ และที่ ๑๔ จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑(๑)

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิพัฒน์ จักรางกูร · ขจร หะวานนท์ · ดุสิต วราโห
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายณรงค์ ตันติเตมิทศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้