Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1595/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก กระทงหนึ่งจำคุกคนละ 3 ปี ผิดตามมาตรา 320 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 2 ปีจำเลยที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 283,86 กระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปีและผิดตามมาตรา 320,86 อีก กระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 283วรรคแรก และมาตรา 320 วรรคสอง ลงโทษตามมาตรา 283 วรรคแรกซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 283 วรรคสุดท้าย 320 วรรคสอง และมาตรา 86 ลงโทษตามมาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 3 ปี จำเลยที่ 4 สองปี ดังนี้ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้บท ทั้งโทษที่ลงก็จำคุกไม่เกิน 5 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลย จะฎีกา โต้เถียงว่าไม่ได้กระทำผิดมิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 (อ้าง คำพิพากษาฎีกาที่ 1588/2492 และ 2177/2520) จำเลยใช้อุบายกล่าวหาโจทก์ร่วมว่ายักยอกทรัพย์เพื่อให้ โจทก์ร่วมจำนนต่อคดีในทางอาญาแล้วจูงใจให้โจทก์ร่วมไปทำงาน ที่ฮ่องกงเพื่อให้มีรายได้และให้พ้นคดีอาญาครั้นโจทก์ร่วมยอมไป ถึงฮ่องกง ก็มีผู้ชายมารับที่สนามบินไปควบคุมตัวไว้ไม่ให้หนี แล้วมีผู้ชายมารับโจทก์ร่วมไปข่มขืนกระทำชำเราตามโรงแรม ต่าง ๆ หลายครั้งดังนี้ เห็นเจตนาของจำเลย ได้ว่า หาได้จัด ส่งโจทก์ร่วมออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อการอย่างอื่นไม่เจตนา แท้จริงก็เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นประการเดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 5 คนกับพวกที่ไม่ได้ตัวมาฟ้องอีกหลายคนได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพานางจ้อยกับนางสมจินต์ไปเพื่อการอนาจารและเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น หน่วงเหนี่ยวกักขังนางจ้อยกับนางสมจินต์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย พาและส่งนางจ้อยและนางสมจินต์ออกไปนอกราชอาณาจักร โดยจำเลยได้ร่วมกันขู่เข็ญนางจ้อยกับนางสมจินต์ซึ่งต่างก็เป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลยว่าหากไม่นำเงินที่ยืมมาส่งคืนทั้งหมดจะแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์ พร้อมกับใช้อุบายหลอกลวงแนะนำนางจ้อยและนางสมจินต์ว่า ถ้ากลัวติดคุกก็ให้หนีไปทำงานที่ฮ่องกงมีรายได้สูงเพื่อชำระหนี้แล้วจะไม่แจ้งความดำเนินคดีนางจ้อยกับนางสมจินต์หลงเชื่อและกลัวติดคุกจึงตกลงไปทำงานที่ฮ่องกงตามคำหลอกลวงของจำเลย

เมื่อจำเลยจัดหาหนังสือเดินทางให้แล้วระหว่างรอการเดินทาง จำเลยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนางจ้อยกับนางสมจินต์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเวลาหลายวัน แล้วจำเลยได้พานางจ้อยกับนางสมจินต์ไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองเดินทางไปฮ่องกง อันเป็นการพาและส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อนางจ้อยกับนางสมจินต์เดินทางไปถึงฮ่องกงแล้ว พวกของจำเลยได้รับตัวนางจ้อยกับนางสมจินต์ไปบังคับและขู่เข็ญขืนใจให้นางจ้อยกับนางสมจินต์ต้องจำยอมรับจ้างกระทำชำเราเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นหลายครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283, 310, 320, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 10จำเลยทั้งห้าคนให้การปฏิเสธระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางจ้อย นางสมจินต์ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปีกระทงหนึ่งและมีความผิดตามมาตรา 320 วรรคแรก จำคุกคนละ 2 ปีอีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 คนละ 5 ปี สำหรับจำเลยที่ 4มีความผิดตามมาตรา 283, 86 จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง และผิดตามมาตรา 320,86 จำคุก 1 ปี 4 เดือนอีกกระทงหนึ่ง รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 4มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน คำขอของโจทก์อื่น ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ทุกข้อหาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรกและมาตรา 320 วรรคสอง

ลงโทษตามมาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 3ไว้มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 183 วรรคสุดท้ายและมาตรา 320 วรรคสอง และมาตรา 86 ลงโทษตามมาตรา 283 วรรคแรกซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 3 ปี สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ จึงให้จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปีเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ฎีกาและเพิ่มเติมฎีกา ขอให้พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้บททั้งโทษที่ลงก็จำคุกไม่เกิน 5 ปีเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่ได้กระทำผิดมิได้ ฎีกาของจำเลยต้องห้ามในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 โดยนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1588/2492 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นายกมลปทุมเวช จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ 2177/2520 ระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายบุญส่ง เจริญแก้ว จำเลย เหตุนี้ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในข้อเท็จจริงให้ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้น ได้ความว่าเมื่อจำเลยได้ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโดยวิธีให้โจทก์ร่วมยืมเงินไป แต่แทนที่จะให้ทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้

กลับให้ทำเป็นหนังสือสัญญายืมจี้เพชร แหวนเพชร แล้วมีการแจ้งความกล่าวหาโจทก์ร่วมว่ายักยอกทรัพย์ที่ได้ทำหนังสือสัญญายืมไว้นั้นเพื่อให้โจทก์ร่วมจำนนต่อคดีในทางอาญา จึงได้มีการพูดจูงใจให้โจทก์ร่วมไปทำงานที่ฮ่องกง เพื่อให้มีรายได้และให้พ้นคดีอาญา ครั้นโจทก์ร่วมยอมไปและได้เดินทางออกไปถึงฮ่องกงก็มีผู้ชายมารับที่สนามบินแล้วควบคุมตัวไว้ไม่ให้หนี แล้วมีผู้ชายมารับโจทก์ร่วมไปข่มขืนกระทำชำเราตามโรงแรมต่าง ๆหลายครั้ง จนถึงกับมีการจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายที่ฮ่องกง เช่นนี้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า หาได้จัดส่งโจทก์ร่วมออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อการอย่างอื่นไม่เจตนาแท้จริงก็เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นประการเดียว ดังนั้น การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดแต่กรรมเดียวพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สีห์ คลายนสูตร · ภิญโญ ธีรนิติ · ภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้