Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1592/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เคยฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินซึ่ง ท.ภิริยาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์และจำเลยที่ 4 โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 4 ยอมรับว่าเป็นจริงตามฟ้อง ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากโจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาคดีดังกล่าวก็ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ,208,และ 209 คือขอให้มีการพิจารณาใหม่การที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำพิพากษาคดีก่อนย่อมเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ในส่วนที่เกี่ยวกันเช่นนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นคำฟ้องซึ่งศาลไม่พึงรับไว้พิจารณา เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาคดีก่อนเสียแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท.โอนใส่ชื่อตนเองกับจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมรดกแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวโอนกลับคืนให้จำเลยที่ 4 ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ จึงให้จำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนต่างๆเสีย ให้โจทก์กับจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิตามเดิมนั้นย่อมไม่เป็นคำฟ้องอันพึงรับไว้พิจารณาเช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เยาว์มีนางสอิ้ง บู๊ประเสริฐมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๑๑ นางทรงนครา (บัว ศศะนาวิน ) ได้ยกที่ดินโฉนดที่ ๓๒๖๕ ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดนนทบุรี ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และจำเลยที่ ๔ คนละครึ่ง การยกให้จำเลยที่ ๑ สามีนางทรงนคราได้ให้ความยินยอมแล้ว โจทก์ได้อยู่ร่วมกับนางนคราที่บ้านเลขที่ ๒๕ หมู่ ๘ ถนนเพชรเกษม ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ ตลอดมาจนนางทรงนคราถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๑๕ จึงไปอยู่กับมารดาที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อนางทรงนคราถึงแก่กรรมแล้วมารดาโจทก์เป็นผู้เก็บค่าเช่าจากผู้เช่าที่ดินต่อมา ครั้นเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๑๗ ผู้เช่าไม่ยอมชำระค่าเช่าอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินอีกต่อไปแล้ว

มารดาโจทก์ได้ไปตรวจหลักฐานที่สำนักงานที่ดินจีงทราบว่าได้มีการเพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินดังกล่าวโดยคำสั่ง(ที่ถูกคำพิพากษา) ศาลแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๕๑๖ และได้โอนใส่ชื่อตนเองกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมรดกของนางนคราแทนและจำเลยที่ ๒ โอนใส่ชื่อตนเองกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมรดกแล้วจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวโอนกลับคืนให้จำเลยที่ ๔ โดยยกให้ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ เมื่อทราบการเพิกถอนแล้วโจทก์จึงทราบว่า เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๔ กับโจทก์เป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๔๑๖ อ้างว่านางทรงนคราได้ยกที่ดินให้โจทก์และจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม

ขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดิน เนื่องจากโจทกก์ไม่เคยทราบการฟ้องร้องคดีนั้นจึงไม่มีโอกาสได้เข้าต่อสู้คดี ในที่สุดศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการยกให้ที่ดินดังกล่าว การที่ศาลแพ่งพิพากษาเช่นนั้นก็เพราะจำเลยที่ ๑ ใช้เพทุบายฟ้องโจทก์โดยอ้างข้อความอันเป็นเท็จว่าไม่ได้ยินยอมให้นางทรงนาคราทำการโอนที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๔ และร่วมกันปกปิดการฟ้องร้องและการดำเนินกระบวนการพิจารณา ส่งหมายเรียกและคำฟ้องไปให้โจทก์ที่บ้านเลขที่ ๒๕ หมู่ที่ ๘ ตำบลบางหว้า ทั้งๆที่ทราบว่าโจทก์ได้ย้ายไปอยู่กับมารดาโจทก์แล้วการกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ต้องขาดจากการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ ๓๒๖๕ครึ่งหนึ่ง เฉพาะส่วนของโจทก์มีราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าอีกเดือนละ ๓๖๐ บาท

ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาและการบังคับคดีตามคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๕๑๖ ของศาลแพ่ง ให้จำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนต่างๆให้โจทก์กลับเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ ๓๒๖๕ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ถ้าไม่สามารถจะคืนที่ดินได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินค่าที่ดิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓๖๐ บาท นับแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๑๗ จนกว่าจะชำระเสร็จกับชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีจากจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ ๑ กับนางทรงนครามาก่อน

ต่อมาจำเลยที่ ๑ ไปทำไร่ที่จังหวัดจันทบุรีนางทรงนคราได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ ๑ จึงฟ้องจำเลยที่ ๔ และโจทก์ต่อศาลแพ่งศาลได้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการยกให้นั้น แล้วจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ตั้งจำเลยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของนางทรงนคราแล้วจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ไปทำนิติกรรมการโอนและยกกรรมสิทธิ์ที่พิพาทครึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ ๔ ส่วนที่เหลือเป็นของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จำเลยขอตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๗/๒๕๑๖ ซึ่งถึงที่สุดแล้วขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ทราบถึงการฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗ /๒๕๑๖ มานานแล้ว แต่ไม่สนใจต่อสู้คดีเอง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำให้ฟ้องและคำให้การแล้วสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๕๑๖ ของศาลแพ่ง พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามคำฟ้องของโจทก์มีใจความว่า เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ นางทรงนคราภริยาจำเลยที่ ๑ ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนยกที่ดินแปลงพิพาทให้โจทก์กับจำเลยที่ ๔ คนละครึ่ง โดยจำเลยที ๑ ได้ให้ความยินยอม เมื่อนางทรงนคราถึงแก่กรรมจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนการให้อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ให้ความยินยอมแก่นางทรงนคราในการโอนที่ดินแปลงพิพาทให้โจทก์กับจำเลยที่ ๔ ศาลแพ่งได้พิพากษาให้เพิกถอนการให้ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๕๑๖ คดีถึงที่สุด แล้วจำเลยสมคบกันนำคำพิพากษาไปเพิกถอนนิติกรรมยกให้และโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทรงนครา แล้วจำเลยที่ ๒ โอนใส่ชื่อตนเองกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมรดกและจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ ๔ ครึ่งหนึ่ง

เช่นนี้ คำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/ ๒๕๑๖ ย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ แม้ศาลแพ่งจะได้พิจารณาพิพากษาไปโดยโจทก์ (จำเลยในคดีนั้น) ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น กฎหมายได้บัญญัติวิธีการไว้แล้ว คือต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗,๒๐๘,๒๐๙ ซึ่งถ้าโจทก์ขอให้มีการพิจารณาใหม่และความจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีก่อนนั้นอาจถูกพิพากษาเพิกถอนไปได้โดยปริยาย การที่โจทก์มายื่นฟ้องคดีใหม่ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาคดีก่อน ซึ่งศาลพิจารณาพิพากษาไปโดยโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้โจทก์แพ้คดีเช่นนี้ย่อมเป็นการชัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗,๒๐๘,๒๐๙ และการที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการทางทะเบียนให้โจทก์กลับมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทตามที่นางทรงนคราทำนิติกรรมยกให้แก่โจทก์นั้น

ย่อมเห็นได้ชัดว่าศาลจะต้องรื้อฟื้นวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีของคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๗/๒๕๑๖ ซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้นอีก สารสำคัญแห่งการฟ้องคดีใหม่นี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคำฟ้องซึ่งศาลไม่พึงรับไว้พิจารณา เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิ์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาคดีก่อนเสียแล้วคดีไม่อาจบังคับจำเลยที่ ๑ ตามคำขอท้ายฟ้องข้ออื่นๆของโจทก์รวมทั้งไม่อาจบังคับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ด้วย คำฟ้องของโจทก์ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่เป็นคำฟ้องอันพึงรับไว้พิจารณาเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · สุวัฒน์ รัตรสาร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ - นายกาญจน์ กันยะพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้