Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15913/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องในคำฟ้องอ้างเหตุที่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิงเท่านั้น แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์ให้ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อหน้าธารกำนัล และเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังไม่ได้ว่าการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ย่อมตกลงยอมความกันได้ตามมาตรา 281 เมื่อมีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 276

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่าร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวชุ่มชื่น ผู้เสียหายจริง แต่มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 เมื่อลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 แล้ว และข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดอันยอมความได้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อนายพิพัฒน์ เข้าไปในห้องน้ำแล้วเห็นนายนิวัฒน์กำลังกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ แสดงว่านายนิวัฒน์กำลังกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายนิวัฒน์ย่อมไม่อาจยกเอาเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความมาเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้ เห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับนายนิวัฒน์ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัลก็ตาม แต่ปรากฏตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องอ้างเหตุที่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิงเท่านั้น

มิได้บรรยายในคำฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัลด้วย แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้กระทำต่อหน้าธารกำนัลจะมิใช่องค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ได้เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัลเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ในคดีนี้ เพราะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายจำเลยที่ 1 จำนวน 225,000 บาท จนเป็นที่พอใจแล้วและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ตามบันทึกการมอบเงินค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ท้ายคำฟ้อง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวถือได้ว่าผู้เสียหายได้ยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยถูกต้องตามกฎหมาย

ย่อมส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวซึ่งศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ข้อเท็จจริงเรื่องการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำต่อหน้าธารกำนัลจึงเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่โจทก์ต้องบรรยายในคำฟ้อง เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาสามารถต่อสู้คดีโดยเฉพาะในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ได้อย่างเต็มที่ ดังนี้ แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายนิวัฒน์ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าธารกำนัล แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์ให้ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อหน้าธารกำนัล และเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังไม่ได้ว่าการร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม

คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น ย่อมตกลงยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 บันทึกการมอบเงินค่าสินไหมทดแทนลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ท้ายคำฟ้องจึงเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 9,000 บาท และเมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา 72 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร ทรงฤกษ์ · สุรทิน สาเรือง · สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ - นายกิตติ ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอนันต์ ยมจินดา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1311/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1025/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ527/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้