Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1588/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้ยื่นชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้เองโดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยไม่ได้ประเมินเรียกให้โจทก์ชำระดังนี้ เป็นกรณีที่ไม่มีการประเมินเรียกเก็บโจทก์จึงไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 และเมื่อโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทางแพ่ง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ค่าภาษีเงินได้ซึ่งลูกจ้างผู้มีเงินได้จะต้องชำระให้แก่จำเลยนั้นเป็นหนี้อันเกิดขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายการที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าภาษีเงินได้แทนลูกจ้างไปนั้นถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยบุคคลภายนอกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 314 เงินที่โจทก์ชำระหนี้แทนลูกจ้างไปนั้นเป็นเงินของโจทก์ดังนั้น ถ้าโจทก์ชำระเกินจำนวนที่ลูกจ้างเป็นหนี้อยู่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนส่วนที่ชำระเกินไปนั้นได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 63 ที่บัญญัติว่า บุคคลผู้ใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไป นั้นใช้บังคับสำหรับบุคคลซึ่งถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายในวันที่จะใช้สิทธิเรียกเงินของตนที่ถูกหักภาษีเกินไปคืนแม้โจทก์จะไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย แต่โจทก์เป็นผู้ออกเงินของโจทก์ชำระค่าภาษีแทนลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้และถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย มีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนโดยต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ชำระภาษีนั้นแทนโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเท่าที่ลูกจ้างมีอยู่ คือต้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 63 เช่นเดียวกันส่วนเรื่องอายุความลาภมิควรได้นั้นจำเลยไม่ได้หยิบยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการชอบแล้ว โจทก์นำวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อขาย มิได้นำมาเพื่อขายในขณะที่เป็นวัตถุดิบดังนี้ แม้โจทก์จดทะเบียนประกอบการค้าไว้ในฐานะผู้นำเข้าและผู้ผลิตก็ตาม โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบดังกล่าวตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 77 คือโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าและรายการที่ประกอบการค้าตามมาตรา 78 วรรคแรก และโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าในกรณีที่ให้ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการค้าตามมาตรา 78 วรรคสอง และเมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อขายโดยเฉพาะก็จะถือว่าการที่โจทก์นำวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อใช้ผลิตสินค้าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 79ทวิ(3) ไม่ได้ด้วย โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบในฐานะผู้นำเข้าตามประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น (มิถุนายน 2505 ถึง ตุลาคม 2513)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่าง พ.ศ. 2503 ถึง 2507 โจทก์ได้จ่ายภาษีเงินได้แทนลูกจ้างของโจทก์เกินจำนวนที่ลูกจ้างจะต้องเสีย ตามวิธีการคำนวณ (สูตรสำเร็จ) ที่จำเลยกำหนด รวมเป็นเงิน 2,364,747.30บาท โจทก์ขอคืนเงินดังกล่าวแล้วแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ และระหว่างเดือนมิถุนายน 2505 ถึงตุลาคม 2513 โจทก์นำสินค้าไม่สำเร็จรูปเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของโจทก์เอง ซึ่งโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้า แต่จำเลยถือว่าผู้นำเข้าต้องเสีย โจทก์จึงต้องยอมเสียให้จำเลยไป เป็นค่าภาษีการค้า 10,133,034.14 บาทและภาษีบำรุงเทศบาล 1,013,299 บาท จึงขอให้พิพากษาบังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีเงินได้แทนลูกจ้างเกินไปหากจะจ่ายเกินไปก็เป็นเงินของลูกจ้าง ซึ่งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความตามประมวลรัษฎากรมาตรา 63 ส่วนภาษีการค้านั้นโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าต้องชำระภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้า และโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่มีสิทธิฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

จำเลยต้องคืนภาษีเงินได้และภาษีการค้าให้โจทก์รวมเป็นเงิน 13,201,938.27 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นข้อ 1 ว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและวินิจฉัยต่อไปว่าประเด็นข้อ 2 จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรเพราะโจทก์มิได้มีการอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาษีเงินได้ตามฟ้องข้อ 1 และภาษีการค้าตามฟ้องข้อ 2 ฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้ยื่นชำระเองเจ้าพนักงานของจำเลยไม่ได้ประเมินเรียกให้โจทก์ชำระ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อกรณีไม่มีการประเมินเรียกเก็บ โจทก์ก็ไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30 และเมื่อโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทางแพ่งโจทก์ก็ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 อันเป็นหลักทั่วไปในการฟ้องคดีประเด็นข้อ 3 จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกภาษีเงินได้คืนเพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินของลูกจ้างโจทก์ ไม่ใช่เงินของโจทก์ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่โจทก์ฟ้องนั้นโจทก์มีหลักฐานคือสำเนาแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก. ซึ่งเป็นแบบยื่นเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่โจทก์ยื่นไว้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 59 ตามเอกสารชุด จ.142 จำนวน928 ฉบับเป็นพยาน

โจทก์ยื่นไว้นับแต่เดือนมกราคม 2503 ถึงเดือนธันวาคม 2507 ตามแบบ ภ.ง.ด.1 รายการใดที่โจทก์ออกค่าภาษีให้ก็จะเขียนไว้ว่า "ออกให้" ส่วนรายการที่ลูกจ้างออกเองก็จะเขียนไว้ว่า "หัก"เอกสารดังกล่าวแม้จะเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้น แต่ก็เป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการชำระภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 59 ในด้านเหตุผล โจทก์คิดคำนวณตามสูตรสำเร็จของจำเลยซึ่งในขณะนั้นเชื่อว่าถูกต้อง ยังไม่มีความผิดที่จะเรียกเงินคืน เชื่อว่าโจทก์คงกรอกรายการตรงไปตรงมาฝ่ายจำเลยโต้เถียงลอย ๆ ว่าโจทก์มิได้จ่ายค่าภาษีแทนลูกจ้างแต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเงินค่าภาษีเงินได้ที่โจทก์จ่ายไปนั้นเป็นเงินที่โจทก์จ่ายแทนลูกจ้างไป หาใช่เป็นเงินที่ลูกจ้างออกเองซึ่งเป็นเงินอีกส่วนหนึ่งไม่

ศาลฎีกาเห็นว่าค่าภาษีเงินได้ซึ่งลูกจ้างผู้มีเงินได้จะต้องชำระให้แก่จำเลยนั้นเป็นหนี้อันเกิดขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมาย การที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าภาษีเงินได้แทนลูกจ้างไปนั้น ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยบุคคลภายนอกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 314 เงินที่โจทก์ใช้ชำระหนี้แทนลูกจ้างไปนั้นเป็นเงินของโจทก์ ดังนั้น ถ้าโจทก์ชำระเกินจำนวนที่ลูกจ้างเป็นหนี้อยู่ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนเงินส่วนที่ชำระเกินไปนั้นได้ประเด็นข้อ 5 จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลรัษฎากรมาตรา 63 และฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องอายุความฐานลาภมิควรได้นั้น เป็นการไม่ถูกต้องพิเคราะห์แล้ว

ประมวลรัษฎากรมาตรา 63 บัญญัติว่า "บุคคลผู้ใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไป" เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับสำหรับบุคคลซึ่งถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายในอันที่จะใช้สิทธิเรียกเงินของตนที่ถูกหักภาษีเกินไปคืน แม้กรณีของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย แต่โจทก์เป็นผู้ออกเงินของโจทก์ชำระค่าภาษีแทนลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้และถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปีแล้ว

โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ชำระภาษีนั้นแทน โจทก์ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเท่าที่ลูกจ้างมีอยู่คือโจทก์ต้องยื่นคำร้องขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 63 เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือขอคืนเงินภาษีในวันที่ 18 ตุลาคม 2508 โจทก์จึงฟ้องเรียกภาษีที่ชำระแทนไปคืนได้เฉพาะภาษีในปี พ.ศ. 2505, 2506 และ พ.ศ. 2507 เท่านั้น ซึ่งภาษีเงินได้ที่โจทก์ฟ้องขอคืนในสามปีนี้รวมเป็นเงิน 1,365,450.39 บาทแต่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบภาษีเงินได้ที่โจทก์ชำระ ผลการตรวจสอบปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 ว่ามีเงินได้บางรายการที่โจทก์เสียภาษีไว้ต่ำกว่าที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยคำนวณได้

เฉพาะในปีพ.ศ. 2505 และ 2506 รวมเป็นเงิน 5,785.89 บาท จึงต้องหักเงินจำนวนนี้ออกจากยอดเงินภาษีที่โจทก์เรียกในปี 2505 ถึง 2507 จำนวน1,365,450.39 บาท คงเป็นยอดเงินที่ถูกต้อง 1,359,664.50 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกคืนได้ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในเรื่องอายุความฐานลาภมิควรได้นั้น เป็นการถูกต้องแล้วเพราะจำเลยมิได้หยิบยกอายุความฐานลาภมิควรได้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การประเด็นข้อ 6 จำเลยฎีกาว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าถึงแม้จะเป็นสินค้าวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูป โจทก์ก็ต้องชำระภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าตามอัตราบัญชีภาษีทั้งสิ้น และต้องเสียในวันนำเข้า

พิเคราะห์แล้วภาษีการค้าที่โจทก์เรียกคืนอยู่ในระยะตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2505 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2513 อันเป็นเวลาที่ใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อขายมิได้นำมาเพื่อขายในขณะที่เป็นวัตถุดิบ

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จดทะเบียนประกอบการค้าไว้ในฐานะผู้นำเข้าและผู้ผลิตก็ตาม เมื่อได้ความว่าโจทก์นำวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อขายมิได้นำมาเพื่อขายในขณะที่เป็นวัตถุดิบ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายในประมวลรัษฎากรมาตรา 77 คือโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าและรายการที่ประกอบการค้าตามมาตรา 78 วรรคแรก และโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าในกรณีที่ให้ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการค้าตามมาตรา 78 วรรคสอง และเมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบการค้าวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อขายโดยเฉพาะ ก็จะถือว่าการที่โจทก์นำวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อใช้ผลิตสินค้าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 79 ทวิ(3)

ไม่ได้ด้วยโจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบในฐานะผู้นำเข้าตามประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1164/2520 คดีระหว่างบริษัทอนามัยภัณฑ์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ภาษีเงินได้ตามฟ้องข้อ 1 ให้จำเลยคืนให้โจทก์ 1,359,664.50 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์ทั้งสิ้น 12,203,322.90 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้