Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการแต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ จำเลยค้างชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์เพียง 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเรียกร้องเกินจำนวนที่แท้จริงถึง 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นการอ้างความเท็จเพื่อเอาเปรียบจำเลย แต่จำเลยก็นำสืบทำนองว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายขอให้โจทก์แสดงราคาสินค้าให้สูงเกินจริงด้วยเพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อสภาพกิจการของจำเลย รวมทั้งใช้ราคาที่กำหนดสูงขึ้นนี้ขอสินเชื่อต่อธนาคารและจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรนี้เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อต่อธนาคารดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำเลยถือโอกาสที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรการนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่สุจริตโจทก์จึงไม่อาจยกเอาประโยชน์แห่งความไม่สุจริตดังกล่าวเรียกร้องเอาหนี้ได้เต็มจำนวน แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าในส่วนคงค้างต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องรีดพลาสติกในส่วนคงค้างต่อโจทก์ 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของสินค้ารวมถึงอุปกรณ์ที่ยังขาดส่งรวมเป็นเงิน 3,377,261.31 บาท จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าสินค้าดังกล่าวแต่สามารถหักค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบออกได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,071,168 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนที่เป็นผลลัพธ์จากการนำเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ หักด้วยจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้จากการคำนวณเงินไทยจำนวน 3,377,216.31 บาท ในอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครขายเงินดอลลาร์สหรัฐในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราขายเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนที่ได้จากการคำนวณดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินไทย ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันและสถานที่ใช้เงินโดยคำนวณจากจำนวนหนี้เงินดอลลาร์สหรัฐทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์จากการคำนวณดังกล่าวข้างต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 30,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วย แต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา

คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้สั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย แต่จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวมาโต้แย้งและย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ด้วย จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่สมควรวินิจฉัยไปด้วยกันว่า

โจทก์กับจำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคาเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง และการกล่าวอ้างราคาสินค้าตามคำฟ้องเพื่อเรียกร้องหนี้ค้างชำระค่าสินค้าเป็นต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ตามสำเนาสัญญาซื้อขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งจำเลยก็ให้การรับว่าได้ทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ที่มีรายละเอียดตามสัญญาดังกล่าว แต่โต้แย้งในข้อสาระสำคัญในเรื่องราคาสินค้าที่ตกลงกันเป็นเงินเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น มิใช่ราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ระบุในสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ โดยเฉพาะในส่วนเงินมัดจำที่ต้องชำระก่อนส่งสินค้าที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่า

จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยก็ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว ดังรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ และเมื่อพิจารณาตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวข้อ 9 เกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระเงินที่ระบุว่า ชำระเป็นเงินดาวน์ร้อยละ 15 และชำระอีกร้อยละ 75 ของราคาทั้งหมดก่อนการส่งสินค้า ส่วนที่เหลือชำระอีกร้อยละ 10 ของราคาทั้งหมดหลังจากได้ผลิตสินค้าจำหน่ายได้ และตามที่นายจาง เจน เชีย พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานกับเบิกความประกอบว่า โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยชำระเงินมัดจำแล้วจำนวน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ

ยังคงค้างชำระค่าสินค้าอีกจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ แต่พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า นายหัว ลู เป็นพนักงานบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายด้วย โดยมีนายแคนดี้ ลู เป็นผู้ช่วยนายหัว ลู นายหัว ลู เป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.13 ถึงนายบวร ซึ่งใช้นามว่าไบรอั้นผู้เป็นกรรมการบริษัทจำเลย และนายแคนดี้ลูเป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.14 ถึง ล.16 ถึงนายบวร นอกจากนี้พยานก็เป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.17 ถึงนายบวรด้วย ซึ่งตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละฉบับดังกล่าว ปรากฏว่าตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.15 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 แจ้งเรื่องการชำระเงินว่า (1)

เงินดาวน์ 15% : USD 1,750,000 *15 % = US$ 262,500 เราได้ รับไว้ครบจำนวนแล้ว (2) ก่อนส่งสินค้า 75% :US$ USD 1,750,000 *75% = US$ 1,312,500 เราได้รับแล้ว US$ 140,550 ราคาสินค้าในการขนส่งเที่ยวแรกเป็นเงิน US$ 816,000 ดังนั้น ขอให้โอนเงินมาให้เรา US$ 415,000 ก่อนการส่งสินค้า ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวแสดงถึงการคิดคำนวณเงินดาวน์ร้อยละ 15 และเงินมัดจำอีกร้อยละ 75 ของราคาสินค้าทั้งหมดนั้น ล้วนคิดจากราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อนำจำนวนเงินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องครั้งที่ 1 วันที่ 2 กันยายน 2548 ถึงครั้งที่ 4 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 อันเป็นช่วงเวลาก่อนนายแคนดี้ลูมีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงนายบวรตามเอกสารหมาย

ล.15 ดังกล่าว ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้รับโอนเงินจากจำเลยครั้งที่ 1 จำนวน 99,980 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 2 จำนวน 134,449 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 3จำนวน 28,011 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะตรงกับจำนวนเงินตามเอกสารการโอนเงินที่จำเลยโอนผ่านธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) แก่โจทก์ 3 ครั้ง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ 134,469 ดอลลาร์สหรัฐ และ 28,031 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 15 ของเงินจำนวน1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.15 และตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ยังระบุชัดเจนว่าราคาสินค้าในการขนส่งครั้งแรกเป็นเงิน 816,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เท่านั้น มิใช่ราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ทั้งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ยังเรียกให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวนเพียง 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนการส่งสินค้า ซึ่งจำเลยก็โอนเงินให้เป็นครั้งที่ 5 โจทก์ได้รับในวันที่ 26 เมษายน 2549 จำนวน 414,980 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับค่าธรรมเนียมโอนเงินจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเป็นเงิน 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์จึงส่งสินค้าเที่ยวแรกแก่จำเลย และต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 นายแคนดี้ ลู ก็ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.16 ถึงนายบวรให้ชำระเงินอีกจำนวน 756,950 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะส่งสินค้าเที่ยวที่ 2 จำเลยก็โอนเงินให้โจทก์เป็นครั้งที่ 6 จำนวน 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ

หักค่าธรรมเนียมการโอนแล้วโจทก์ได้รับจำนวน 671,880 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์นี้น้อยกว่าที่โจทก์แจ้งให้ชำระจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์ส่งสินค้าเที่ยวที่ 2 ให้แก่จำเลย และในที่สุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นายจาง เจน เชีย ซึ่งใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นายไมค์ ชาง ก็ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงฝ่ายจำเลยตามเอกสารหมาย ล.17 แจ้งว่า จนถึงขณะนั้นจำเลยยังค้างชำระหนี้ค่าสินค้าจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่จ่ายค่าสินค้าอีกร้อยละ 10 ซึ่งเป็นเงินงวดสุดท้ายที่ต้องชำระจำนวน 175,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับเงินที่ยังต้องชำระอีกจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็รวมได้เป็นเงิน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้โดยการแจ้งให้จำเลยชำระเงินตามเอกสารหมาย ล.17 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นี้เป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ส่งสินค้าครั้งที่ 2 อันเป็นครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2549 แล้วถึง 1 ปีเศษ แสดงให้เห็นว่าการทวงถามเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ นี้เป็นการทวงถามเงินที่ค้างชำระทั้งหมดแล้ว แต่ก็ทวงถามเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ มิใช่จำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายที่โจทก์กล่าวอ้างตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ก็ไม่มีลายมือชื่อและตราประทับบริษัทจำเลยในช่องผู้ซื้อท้ายสัญญาแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านี้ นายจาง เจน เชีย ยังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการเจรจาซื้อขายกันนั้น ครั้งแรกมีการตกลงซื้อขายเครื่องจักรกันในราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ปรากฏรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงจริง โดยโจทก์ทำใบเสนอราคาสินค้าแก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 1,838,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วมีการต่อรองราคาจนเหลือ 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการทำสัญญาซื้อขายเครื่องจักรในราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่องผู้ขายได้ประทับตราบริษัทโจทก์ไว้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งตามสัญญาฉบับนี้ก็ปรากฏว่าลงวันที่ 2 กันยายน 2548 เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย

จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.6 ที่มีราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากมีตราประทับบริษัทโจทก์ในช่องผู้ขายแล้ว ก็ยังมีนายบวรลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทจำเลยในช่องผู้ซื้ออีกด้วย มีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งกว่าสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้างซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ซื้อแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ราคาสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันเป็นเงินเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยต้องชำระเงินดาวน์ร้อยละ 15 จำนวน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยชำระแล้วจากการโอนเงินตามคำฟ้องครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 เป็นจำนวนที่รวมค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ 134,469 ดอลลาร์สหรัฐ และ 28,031 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

รวมแล้วเป็นจำนวน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ ตรงตามสัญญา ส่วนเงินดาวน์ที่ต้องชำระอีกร้อยละ 75 จำนวน 1,312,500 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น จำเลยโอนเงินชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องครั้งที่ 4 ถึงครั้งที่ 6 รวมกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยแล้วเป็นเงิน 140,550 ดอลลาร์สหรัฐ 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 1,227,450 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินดาวน์ที่โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระโดยอ้างว่าชำระขาดไปจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะได้เป็นเงิน 1,312,500 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นร้อยละ 75 ของราคาสินค้าจำนวน 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นอัตราตรงตามสัญญาอีกเช่นกัน ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าตัวเลขต่างๆ

ดังกล่าวไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ล้วนแสดงว่าราคาสินค้าที่ตกลงกันโดยแท้จริงเป็นจำนวนเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ไม่อาจเป็นจำนวน 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ จำเลยจึงคงค้างชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์จำนวนเพียง 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเรียกร้องเกินจำนวนที่แท้จริงถึง 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ และยังคิดดอกเบี้ยอีกต่างหากด้วย จึงเป็นการอ้างความเท็จเพื่อเอาเปรียบจำเลย แต่ในขณะเดียวกันจำเลยก็นำสืบในทำนองรับว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายขอให้โจทก์แสดงราคาสินค้าให้สูงเกินจริงด้วย เพื่อจำเลยจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อสภาพกิจการของจำเลยซึ่งปรากฏตามเอกสารการขอสินเชื่อของจำเลย

รวมทั้งจำเลยได้ใช้ราคาที่กำหนดสูงนี้เป็นข้อมูลขอสินเชื่อต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรนี้เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อต่อธนาคารดังกล่าว จึงเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเช่นกัน ทั้งนี้โดยจำเลยถือโอกาสที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรการนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยกระทำโดยไม่สุจริต กรณีจึงรับฟังได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจโดยมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบต่อประเทศชาติ ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาประโยชน์แห่งความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องเอาหนี้ได้เต็มจำนวน แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าในส่วนคงค้างต่อโจทก์ตามที่พิจารณาได้ความข้างต้นคือจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ

อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยยังคงต้องชำระค่าสินค้าที่ค้างต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องรีดพลาสติกในส่วนคงค้างต่อโจทก์จำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของสินค้ารวมถึงอุปกรณ์ที่ยังขาดส่งรวมเป็นเงิน 3,377,216.31 บาท ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าสินค้าดังกล่าวแต่สามารถหักค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบออกได้ หาใช่ไม่ต้องชำระค่าสินค้าที่จำเลยยังค้างชำระทั้งหมดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพาฬ อนมาน · นวลน้อย ผลทวี · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายตุล เมฆยงค์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทกค.316/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
กค87/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
กค121/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2563

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์ขอให้เลขาธิการไอเอทีเอตั้งอนุญาโตตุลาการตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แม้จำเลยมีหนังสือถึงไอเอทีเอคัดค้านไม่ให้ตั้งอนุญาโตตุลากา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2562

คดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับเหมาช่วงฯ อันเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลสัญญา มิใช่ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด หรือขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 และหมวด 7 ของพระร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้