Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1581/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนได้เชิญบิดาและญาติพี่น้องจำเลยไปที่สถานีตำรวจ ทำให้จำเลยต้องยอมเข้ามอบตัวและให้การรับสารภาพเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลย ก็เป็นการตัดสินใจโดยอิสระของจำเลยเอง เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้จับกุมหรือดำเนินคดีแก่บิดาหรือญาติพี่น้องของจำเลย เป็นแต่เพียงการเชิญตัวไปในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมจำเลยซึ่งเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวความจำเป็นที่จะต้องสืบสวนเพื่อจับกุมจำเลยย่อมหมดไป จึงไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะหยิบยกเงื่อนไขการปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยขึ้นมาเสนอเพื่อจูงใจหรือเป็นคำมั่นสัญญาให้จำเลยยอมรับสารภาพ ทั้งตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพมีรายละเอียดของการกระทำความผิดตามลำดับทุกขั้นตอน เชื่อมโยงและสอดคล้องกับวัตถุของกลาง ร่องรอยวิถีกระสุนสภาพศพและสถานที่เกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายประกอบอย่างชัดเจนไม่มีข้อพิรุธคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 และมาตรา 226

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน แต่เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษความผิดฐานอื่นได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายชม ศรีสุข ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิง กระสุนถูกบริเวณคอ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้อง ความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาด้วยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายชม ศรีสุข ผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีนางปานใจ ชาวนา ภริยาผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกรีดน้ำยางพาราต้นสุดท้ายของแถวที่ 2 เสร็จแล้วกำลังจะเดินไปกรีดต่อในแถวที่ 3 ส่วนผู้ตายกำลังกรีดน้ำยางพาราอยู่ที่ต้นสุดท้ายของแถวที่ 1 มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด

จากทางด้านซ้ายมือของพยานซึ่งผู้ตายกำลังกรีดยางพารา พยานหันไปดูเห็นผู้ตายล้มลงตะเกียงแก๊สที่ติดไว้ที่หน้าผากของผู้ตายดับ พยานเข้าใจว่าผู้ตายถูกยิงจึงปลดตะเกียงแก๊สที่ติดไว้ที่ศีรษะของพยานออกแล้วดับตะเกียงแก๊สพร้อมกับถอดเสื้อยืดสีขาวออกเพื่อมิให้คนร้ายมองเห็น จากนั้นพยานนั่งแอบอยู่ที่ใต้ต้นยางพาราห่างจากที่ผู้ตายล้มประมาณ 6 เมตร ต่อมาประมาณ 1 ถึง 2 นาที พยานเห็นคนร้ายถือไฟฉาย 1 กระบอก เดินมายืนที่ผู้ตายล้มอยู่ พยานมองเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเห็นแต่รูปร่างลักษณะท่าทางเป็นเงา จำได้ว่าคล้ายกับจำเลยซึ่งรู้จักกันมาก่อน คนร้ายถืออาวุธปืนยาวมาด้วย 1 กระบอก และใช้ไฟฉายส่องดูผู้ตายประมาณ 2 นาที เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงเดินจากไป

พยานเข้าไปดูผู้ตายเห็นนอนนิ่งจึงวิ่งไปบอกเพื่อนคนงานให้มาดูผู้ตาย หลังจากนั้นเพื่อนบ้านได้พาพยานไปแจ้งความ ร้อยตำรวจเอกประชา เนียมสุภาพ พยานโจทก์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เวรป้องกันปราบปรามเบิกความว่าเมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุแล้ว พยานกับพวกได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุและพบกับนางปานใจ พยานสอบถามนางปานใจบอกแก่พยานว่าจำเลยเป็นคนยิงผู้ตาย พยานจึงเดินทางไปที่บ้านจำเลยทันที แต่นายกระจ่าง สุขขา บิดาจำเลยแจ้งแก่พยานว่าจำเลยไม่อยู่ พยานกับพวกจึงตรวจดูบริเวณรอบบ้านพบอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 อยู่ในรังเพลิง 1 ปลอก ซุกซ่อนอยู่ใต้ขอนไม้ขนุนซึ่งอยู่ระหว่างบ้านพักของจำเลยกับบ้านของนายกระจ่าง

ห่างบ้านนายกระจ่างประมาณ 20 เมตร ลักษณะเพิ่งใช้ยิงมาใหม่ๆ จึงยึดเป็นของกลาง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทจรูญ รักษาวงศ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ โดยความสมัครใจ ขณะนำชี้ที่เกิดเหตุพยานพบหมอนกระสุนปืนขนาดเบอร์ 12 จำนวน 2 แผ่น ห่างที่พบศพผู้ตายประมาณ 15 เมตร จากนั้นได้ควบคุมตัวจำเลยไปที่บ้านพักของจำเลย พบกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 นัด ไฟฉาย 1 กระบอก ซึ่งจำเลยให้การว่าเป็นกระสุนปืนที่เหลือจากการเตรียมไว้ใช้ยิงผู้ตาย ส่วนไฟฉายใช้ส่องทางไปยิงผู้ตาย พยานจึงยึดเป็นของกลางโดยมีบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมภาพถ่ายมาสืบสนับสนุน

ที่จำเลยฎีกาว่า คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเกิดจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาของพันตำรวจโทจรูญ พนักงานสอบสวนที่เสนอเงื่อนไขให้จำเลยรับสารภาพแล้วจะปล่อยตัวนายกระจ่างบิดาจำเลยกับญาติพี่น้องของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไว้ มิได้เกิดจากความสมัครใจจึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า พันตำรวจโทจรูญในฐานะพนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านปฏิเสธในข้อนี้และยืนยันว่าขณะที่จำเลยเข้ามอบตัวนั้น เจ้าพนักงานตำรวจรู้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายแล้ว พยานมิได้แจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีแก่นายกระจ่างบิดาจำเลยและญาติพี่น้องของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงแม้จะได้ความว่าในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจะได้เชิญนายกระจ่างบิดาจำเลยและญาติพี่น้องจำเลยไปที่สถานีตำรวจด้วย

ทำให้จำเลยต้องยอมเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกา ก็เป็นการตัดสินใจโดยอิสระของจำเลยเองมิได้เกิดจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาของพนักงานสอบสวนแต่ประการใด เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้จับกุมหรือดำเนินคดีแก่บิดาหรือญาติพี่น้องของจำเลยเป็นแต่เพียงการเชิญตัวไปในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมจำเลยซึ่งเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวความจำเป็นที่จะต้องสืบสวนเพื่อจับกุมจำเลยย่อมหมดไปจึงไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะหยิบยกเงื่อนไขการปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยขึ้นมาเสนอเพื่อจูงในหรือเป็นคำมั่นสัญญาให้จำเลยยอมรับสารภาพ

ทั้งตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพมีรายละเอียดของการกระทำความผิดตามลำดับทุกขั้นตอน เชื่อมโยงและสอดคล้องกับวัตถุของกลางร่องรอยวิถีกระสุนปืน สภาพศพและสถานที่เกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายประกอบอย่างชัดเจนไม่มีข้อพิรุธ เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนอันอาจเป็นเหตุให้กลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยได้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยความสมัครใจเพราะรู้สำนึกผิดเพื่อการบรรเทาโทษตามที่จำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 และมาตรา 226 ดังนั้น

แม้โจทก์จะมีนางปานใจเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว และตามคำเบิกความของนางปานใจมิได้ยืนยันให้แน่ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่พฤติการณ์ของคนร้ายที่นางปานใจพบเห็น ประกอบวัตถุพยานและคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวชี้ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจริงดังฟ้อง พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย จึงประเสริฐ · พีรพล จันทร์สว่าง · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2558

บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เป็นพยานบอกเล่าอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธต่อศาลและไม่มีข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ลำพังรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ยิ่งบันทึกคำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2545

คำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่เกิดขึ้นโดยชอบและจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและตามความสัตย์จริง ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6397/2540

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี 4 เดือน เป็นการคำนวณโทษผิดพลาด ที่ถูกเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 249/2538

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปล้นเอาเงินสดของส.ไป โดยร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทง ส. เป็นเหตุให้ ส.ถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 289 และ 340 คดีฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้ล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2536

เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว จำเลยจะให้การเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ ไม่มีกฎหมายใดบังคับดังนั้น โจทก์จะอ้างคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้