Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15793/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้เงินชดเชยค่าก๊าซที่โจทก์ได้รับจาก กฟผ. จะมิใช่รายได้ที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์อันเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงของโจทก์ เนื่องจากเป็นเงินที่จ่ายในขั้นตอนการทดสอบกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้า และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2543 ก็มีผลเพียงทำให้รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซมิใช่เป็นรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง แต่เมื่อเงินชดเชยค่าก๊าซเป็นการตอบแทนค่าพลังงานตามที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างโจทก์กับ กฟผ. จึงต้องถือว่าเป็นรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก ส่วนมาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แม้โจทก์เรียกเก็บเงินชดเชยค่าก๊าซจาก กฟผ. ในปี 2543 แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวมีความแน่นอนที่โจทก์มีสิทธิได้รับชำระตามสัญญา และโจทก์บันทึกรายการซื้อก๊าซจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไว้ในสมุดแยกประเภทปี 2542 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินชดเชยค่าก๊าซดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนสามารถลงบัญชีรับรู้ได้ ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำเงินชดเชยค่าก๊าซมาลงบัญชีเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ตามมาตรา 65 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมิน หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงวันเริ่มมีรายได้ของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ที่ กค.0709.05/ก 07/5518 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/268/2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และเพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงวันเริ่มมีรายได้ของกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน ที่ กค.0709.05/ก 07/5518 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/268/2550 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยจึงมีเพียงประการเดียวว่า หนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า แม้รายได้ค่าชดเชยก๊าซไม่ถือเป็นรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า แต่เมื่อเป็นรายได้ของโจทก์ ย่อมเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งเป็นรายได้เกิดก่อนที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงต้องนำมารวมคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 บัญญัติในเรื่องการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรีและวรรคสองบัญญัติให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กรณีของโจทก์ตามสัญญาซื้อขายพลังงานระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ข้อ 2.11.1 กำหนดว่า ก่อนวันปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ โจทก์ผู้ผลิตจะทำการทดสอบกำลังการผลิตสุทธิเพื่อประเมินปริมาณการผลิตสุทธิที่ทดสอบ ข้อ 2.11.6 กำหนดว่า

โจทก์ผู้ผลิตไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินและค่าใช้จ่ายในการทดสอบความสามารถในการผลิตสุทธิทั้งหมด และข้อ 3.1.3 ระบุอีกว่า เป็นการตอบแทนค่าพลังงานเพื่อการทดสอบซึ่งผลิตจากโรงไฟฟ้าก่อนเกิดการปฏิบัติเชิงพาณิชย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะชำระจำนวนเงินให้แก่โจทก์ผู้ผลิตที่เท่าเทียมกันกับค่าเชื้อเพลิงตามมูลค่าจริง สำหรับเชื้อเพลิงซึ่งผู้ผลิตใช้ไปเพื่อพลังงานทดสอบ นอกจากนั้นได้ความจากนางดารณี ผู้จัดการฝ่ายการเงินและบริหารบริษัทโจทก์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รายการค่าก๊าซที่ใช้สำหรับการทดลองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2542 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จะวางบิลให้แก่โจทก์เดือนละ 1 ครั้ง แล้วโจทก์จะวางบิลค่าก๊าซดังกล่าวต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินชดเชยค่าก๊าซแก่โจทก์โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ เห็นได้ว่า สัญญาระบุชัดแจ้งให้โจทก์มีหน้าที่ทดสอบกำลังการผลิตโดยโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันเป็นรายจ่ายของโจทก์เอง ส่วนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินให้แก่โจทก์เท่ากับค่าเชื้อเพลิงที่โจทก์ใช้ในการทดสอบนั้น โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินได้ตามข้อตกลงในสัญญา และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชำระเงินให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วย เงินจำนวนนี้จึงย่อมตกเป็นรายได้ของโจทก์เอง แม้เงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะมิใช่รายได้ที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์อันเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงของโจทก์

เนื่องจากเป็นเงินที่จ่ายในขั้นตอนการทดสอบกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้า และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2543 ก็มีผลเป็นเพียงทำให้รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซมิใช่เป็นรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง แต่เมื่อเงินชดเชยค่าก๊าซนั้นโจทก์ได้รับเป็นการตอบแทนค่าพลังงานตามที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงต้องถือว่าเป็นรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก ที่โจทก์ยกข้ออ้างในคำแก้อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นสัญญาซื้อขายความพร้อมของการผลิตไฟฟ้าในระบบ

INDEPENDENTPOWER PRODUCER นั้น ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้รายได้ที่โจทก์ได้รับตามสัญญากลับกลาย เป็นรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปได้แต่ประการใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่า รายได้เงินชดเชยค่าก๊าซ 35,768,080.93 บาท เป็นการเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปี 2543 จึงมิใช่เงินได้ที่โจทก์จะรับรู้ได้ในปี 2542 นั้น เงินชดเชยค่าก๊าซจำนวนนี้มีความแน่นอนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับชำระตามสัญญาแล้ว ดังจะเห็นได้จากที่นางสาวสุภาพรรณ พนักงานบัญชีบริษัทโจทก์ พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์บันทึกรายการซื้อก๊าซจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2542 รวมเป็นเงิน 90,582,525.88 บาท ไว้ในสมุดบัญชีแยกประเภทปี 2542 แสดงให้เห็นว่าเงินชดเชยค่าก๊าซ 35,768,080.93 บาท ซึ่งรวมอยู่ในจำนวน 90,582,525.88 บาท

นั้น เป็นจำนวนที่แน่นอนสามารถลงบัญชีรับรู้ได้ ส่วนวิธีการและกำหนดเวลาวางบิลเรียกให้ชำระเงินที่โจทก์และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปฏิบัติต่อกันจะนำมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง หาได้ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำเงินชดเชยค่าก๊าซมาลงบัญชีเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยค่าก๊าซจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำหรับปี 2542 จำนวน 54,573,793.88 บาท กับ 35,768,080.93 บาท ซึ่งรวมทั้งปีเป็นเงิน 90,582,525.88 บาท และปี 2543 เป็นเงิน 419,380,466.79 บาท แต่โจทก์ไม่ได้ลงรายการนี้เป็นหมวดรายได้ จึงฟังได้ว่า

โจทก์บันทึกรายได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ต่ำไป 90,582,525.88 บาท ส่วนปี 2543 โจทก์ไม่นำรายได้เงินชดเชยค่าก๊าซจำนวน 419,380,466.79 บาท ที่เกิดขึ้นก่อนจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปบันทึกรายได้ของกิจการที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ให้ถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินค่าชดเชยก๊าซที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0709.05/ก 07/5517 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7)เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/268/2550 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เมทินี ชโลธร · กรองเกียรติ คมสัน · อดิเทพ ถิระวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.42/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ94/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ327/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้