Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น เป็นการหยิบยกพยานและเหตุต่างๆ ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของมารดาและจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2 งาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และบ้านเลขที่ 19 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้นางและอะ จงรัก มารดาของโจทก์ไปแจ้งชื่อเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมานางและอะถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้ยินยอม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางและอะ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เดิมของที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952 และแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 แปลงเป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 1952, 1953 และ 1954 จากนั้นได้โอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1954 ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952, 1953 และ 1954 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินตามฟ้องเป็นที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) ของนายมะเต

จงรัก และนายมะเงาะ ปูเงิน นายมะเตและนางและอะซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว เมื่อนายมะเตถึงแก่กรรมนางและอะ และนายมะเงาะได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าว โดยในส่วนของนางและอะได้ออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 137 สารบบเล่ม 3 หน้า 11 หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่ 2 งาน 75 ตารางวา นางและอะได้สั่งบุตรไว้ว่าเมื่อนางและอะถึงแก่กรรมให้แบ่งที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสามคนคือ นางสมิอะ บุญญา จำเลยที่ 1 และโจทก์ เมื่อนางและอะถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำที่ดินมรดกของนางและอะไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใหม่เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 1952 และแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 3 แปลง ตามที่นางและอะสั่งไว้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นทรัพย์มรดกของนางและอะ จำเลยที่ 1 มีหนังสือไปถึงโจทก์ให้มารับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952 ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่ดินมรดก และจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1954 ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นการหยิบยกพยานและเหตุต่างๆ ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง หาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่โจทก์อ้างไม่จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้