Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โทษปรับนิติบุคคลถูกกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ การขอผ่อนชำระค่าปรับถือว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับไม่ได้ ศาลผ่อนผันให้จำเลยชำระค่าปรับช้าเร็วเพียงใด แล้วแต่ดุลพินิจตามความยุติธรรมและเหมาะสมการยึดทรัพย์อาจทำได้ภายใน 5 ปีตาม มาตรา 99 ไม่เป็นการขยายเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งใช้สำหรับกฎหมายวิธีพิจารณา นำมาใช้กับกฎหมายสารบัญญัติไม่ได้ ศาลกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวดๆ แต่เมื่อครบงวดปีที่ 4 ให้จำเลยหาธนาคารมาค้ำประกันโดยให้จำเลยทำทัณฑ์บนไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 เดือนตุลาคมพุทธศักราช 2520กรณีเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานสำแดงใบขนสินค้าอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช2482 มาตรา 99 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)พุทธศักราช 2482 มาตรา 16 ลงโทษปรับเป็นรายครั้งที่ยื่นสำแดงใบขนสินค้าอันเป็นเท็จ ครั้งละ 40,000 บาท รวม 3 ครั้งเป็นเงิน 120,000 บาทและมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 อีกฐานหนึ่งปรับสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว

ทั้งสามกรรมเป็นความผิดสามกระทง กระทงแรกปรับ 17,532,175 บาท 67 สตางค์ กระทงที่สองปรับ 28,643,004 บาท 85 สตางค์ กระทงที่สามปรับ 19,569,671 บาท76 สตางค์ รวมสามกระทงปรับเป็นเงิน 65,749,852 บาท 25 สตางค์บังคับค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของค่าปรับสำหรับความผิดทั้งสองฐานแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุม ตามมาตรา 7 วรรคสอง และมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489จำเลยชำระค่าปรับสำหรับความผิดฐานแรกจำนวน 120,000 บาทแล้ว ส่วนค่าปรับอีก 65,749,852 บาท 24 สตางค์ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าไม่มีเงินสดเพียงพอจะชำระต่อศาลให้ครบได้ภายใน 30 วันเพราะบริษัทจำเลยเพิ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อ

พ.ศ. 2508 และเริ่มผลิตกระดาษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 บริษัทจำเลยมียอดขาดทุนสะสมเป็นจำนวน 384.6ล้านบาท และมีหนี้ 1,108.6 ล้านบาท แต่มีทรัพย์สินราว 924 ล้านบาทบริษัทจำเลยมีความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ถึง 1,206.5 ล้านบาท และจะต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพิ่มขึ้นอีก 65.1 ล้านบาท ถ้าบริษัทจำเลยถูกยึดทรัพย์เพื่อชำระค่าปรับ ก็หมดทางที่จะผลิตกระดาษจำหน่ายต่อไปได้เพราะพ่อค้าจะไม่ส่งวัตถุดิบมาให้ ทั้ง ๆ ที่บริษัทจำเลยมีเครื่องจักรมีกำลังความสามารถที่จะผลิตอยู่ได้ในขณะนี้ และจะตกอยู่ในฐานะล้มละลายซึ่งจะทำความเสียหายเป็นอย่างมากต่อผู้ถือหุ้นซึ่งมีจำนวน 3,557 ราย ระบบการเงินภายในประเทศจะได้รับความสั่นสะเทือน เนื่องจากความเสียหายจะตามมาถึงเจ้าหนี้ต่าง

ๆ การประกอบกิจการอุตสาหกรรมของบริษัทจำเลยที่ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศก็จะหมดไป ผลเสียหายจะตามมาถึงระบบเศรษฐกิจทั่วไป ตลอดจนบรรยากาศในการลงทุน จึงขอให้ศาลสั่งขยายระยะเวลาชำระค่าปรับจำนวน 65,744,852 บาท 24 สตางค์ ออกไปเป็นงวด ๆ ดังนี้ งวดแรกจำนวน 5,744,452 บาท 24 สตางค์ ชำระภายใน วันที่ 15มกราคม 2521 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 มกราคม ของทุกปี ปีละ 6 ล้านบาท จนกว่าจะครบจำนวนค่าปรับ อันจะทำให้เกิดผลดีแก่ทุกฝ่าย ทำให้จำเลยสามารถดำเนินกิจการและหารายได้มาชำระค่าปรับได้ หากมีการขายทอดตลาด กิจการของจำเลยจะต้องล้มเลิกไป ถ้าอนุญาตให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับจะเกิดผลดีที่รัฐจะได้ค่าปรับครบจำนวน บริษัทจำเลยสามารถดำเนินกิจการหารายได้มาชำระค่าปรับได้

ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นของกู้บริษัทไม่ได้รับความกระทบกระเทือน พนักงานของบริษัทและครอบครัวประมาณ 3,000 คนจะไม่ว่างงาน บรรยากาศการลงทุนไม่เสียเจ้าหนี้ของจำเลยก็ไม่ได้รับความเสียหายโจทก์แถลงคัดค้านว่า การที่จำเลยขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นการประวิงคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 บัญญัติให้ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้า และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29บัญญัติให้ผ่อนผันการบังคับคดีได้เพียง 30 วัน ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้วจึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่ได้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติถึงการขยายเวลาไว้เฉพาะเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น การที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา แต่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาขอให้ยกคำร้องของจำเลยเสียศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า

หากจำเลยรับรองจะหาธนาคารมาค้ำประกันการชำระค่าปรับได้ ก็ไม่เป็นข้อน่าวิตกแต่อย่างใด สำหรับการบังคับโทษปรับกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นเด็ดขาดว่าให้เวลาแก่จำเลยเพียง 30 วัน เท่านั้นประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการย่นหรือขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาใช้กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 อันเป็นกฎหมายฝ่ายสารบัญญัติได้กำหนดเวลา 30 วันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นั้น เป็นกระบวนการในการบังคับคดี การจะกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับได้ช้าเร็วเพียงใดไม่ใช่เป็นการย่นหรือขยายระยะเวลาแต่อย่างใด แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกระทำได้ จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระค่าปรับโดยมีเงื่อนไขดังนี้ (1) ให้จำเลยชำระค่าปรับงวดแรกเป็นเงิน 10,774,852 บาท 24 สตางค์

ภายในวันที่ 21 มกราคม 2521 ที่เหลือผ่อนชำระปีละ 10,000,000 บาท ภายในวันที่ 21 มกราคม ของทุก ๆ ปี จนกว่าจะครบ สำหรับปีสุดท้าย ชำระ5,000,000 บาท (2) จำเลยต้องหาธนาคารเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าปรับดังกล่าว เมื่อบริษัทจำเลยต้องเลิกกิจการไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ธนาคารผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดชำระค่าปรับทั้งหมดแทนจำเลยโดยพลัน และจะไม่ปฏิเสธความรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้นโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 บัญญัติให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ค่าปรับเป็นโทษประการหนึ่ง และมาตรา 29 ศาลจะผ่อนผันให้ชำระค่าปรับได้ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา การบังคับให้ชำระค่าปรับเป็นการบังคับให้รับโทษทางอาญา

ผิดกับการบังคับทางแพ่งซึ่งโจทก์จะบังคับเอาเมื่อไรก็ได้ภายในกำหนด 10 ปี ถ้าผ่อนผันให้ชำระค่าปรับได้เมื่อจำเลยถูกเลิกเป็นนิติบุคคลก็จะเป็นอันไม่ต้องชำระค่าปรับการใช้ดุลพินิจของศาลน่าจะมีแต่ในเรื่องการพิจารณาจนถึงมีคำพิพากษาแล้วนั้น ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ศาลใช้ดุลพินิจผ่อนผันการบังคับชำระค่าปรับตามที่ศาลชั้นต้นกล่าวไว้ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยทันที หากไม่ชำระก็ขอให้สั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยชำระค่าปรับต่อไปจำเลยอุทธรณ์ว่า ระยะเวลาที่จะชำระค่าปรับภายใน 30 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นั้น เป็นระยะเวลาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ

จำเลยย่อมจะขอให้ศาลขยายเวลาออกไปอีกได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และศาลชั้นต้นเคยผ่อนผันให้จำเลยชำระค่าปรับเกินกว่า 30 วันอยู่เสมอ แม้ศาลชั้นต้นจะผ่อนเวลาให้จำเลยถึง 6 ปีเศษก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาดูจำนวนค่าปรับจำนวนนี้ที่จำเลยเป็นลูกหนี้ผู้อื่นอยู่ 1,206.5 ล้านบาท จะเห็นว่าระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้โอกาสแก่จำเลยนั้นยังสั้นเกินไป ควรผ่อนเวลาให้ดังที่จำเลยร้องขอเพราะถ้าจำเลยไม่อาจชำระค่าปรับได้ ก็จะเกิดผลเสียหายดังที่จำเลยอ้างไว้ในคำร้อง ส่วนที่ศาลชั้นต้นให้หาธนาคารเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันการผ่อนชำระค่าปรับนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับเสียก่อน และการเรียกประกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 ใช้คู่กับการสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อน ซึ่งใช้เฉพาะกรณีที่จำเลยเป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยเป็นนิติบุคคล

ศาลจะสั่งเรียกประกันไม่ได้ และจำเลยไม่อาจหาธนาคารมาค้ำประกันการชำระค่าปรับได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ขยายเวลาให้จำเลยชำระค่าปรับ งวดแรกจำนวน5,744,852 บาท 24 สตางค์ ในวันที่ 21 มกราคม 2521 และต่อจากนั้นทุก ๆ ปี ปีละ 6 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่ต้องให้ธนาคารค้ำประกันหลังจากที่โจทก์จำเลยยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ศาลชั้นต้นนัดคู่ความมาพร้อมกันเพื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จำเลยปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระค่าปรับ แต่เมื่อโจทก์จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยและได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านไว้แล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่านับจากวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเลยระยะเวลา 30 วัน ที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับตามกฎหมายแล้ว ถือว่าจำเลยไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้ตามคำพิพากษาจึงให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยขายทอดตลาด

นำเงินมาชำระค่าปรับต่อไปจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในตอนหลังนี้อีกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยหาธนาคารมาค้ำประกัน และไม่สมควรจะใช้ดุลพินิจเช่นนั้น ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาชำระค่าปรับ ควรผ่อนผันให้จำเลยชำระค่าปรับได้ตามที่ร้องขอศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษากลับ ให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับได้ โดยจำเลยต้องนำเงินจำนวน 10,000,000 บาท มาชำระก่อนภายในวันที่ 30 เมษายน 2521 ส่วนที่เหลืออีก 55,744,852 บาท 24 สตางค์ ให้จำเลยผ่อนชำระเป็น 8 งวด ๆ ละไม่น้อยกว่า 6,968,106 บาท 50 สตางค์ โดยให้จำเลยชำระงวดแรกภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2521 และชำระงวดต่อไปภายในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีถัดไปติดต่อกันจนครบ โดยกำหนดให้จำเลยทำทัณฑ์บนต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน

นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ด้วยว่าจะไม่ยักย้ายจำหน่ายโรงงานและเครื่องจักรของจำเลยตามความหมายในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ทั้งหมด และห้ามจำเลยก่อภาระติดพันแก่ทรัพย์สินเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีก ถ้าจำเลยไม่ทำทัณฑ์บนหรือผิดทัณฑ์บนตามที่กำหนด หรือจำเลยไม่นำเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งจะต้องชำระครั้งแรก หรือผิดนัดชำระค่าปรับงวดหนึ่งงวดใด เป็นอันว่าจำเลยไม่มีสิทธิผ่อนชำระค่าปรับต่อไป ให้ดำเนินการยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดชำระหนี้ค่าปรับที่ยังเหลือทั้งหมดทันที ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปโจทก์ฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้มีสารสำคัญว่า เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จำเลยจะต้องชำระค่าปรับทันที

ถ้าไม่ชำระทันทีก็จะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนด30 วันแล้ว ถ้าสภาพของคดีจะจำคุกจำเลยแทนค่าปรับไม่ได้ ก็ต้องยึดทรัพย์จำเลยใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จะผ่อนผันการชำระค่าปรับอีกไม่ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลทำเช่นนั้น และเป็นการขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ซึ่งให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า และจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ขึ้นปรับแก่คดีนี้ไม่ได้ เพราะมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาปรับได้แต่เฉพาะกรณีไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคแรกบัญญัติว่า "ผู้ใดต้องรับโทษปรับ และไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" คดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับไม่ได้ ศาลได้แต่ยึดทรัพย์สินของจำเลยใช้ค่าปรับแต่ประการเดียว การที่จำเลยขอผ่อนชำระค่าปรับจะถือว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับนั้นไม่ได้ เพราะในกรณีที่จำเลยมีทรัพย์สิน ถ้าให้โอกาสจำเลยมีเวลาหาเงินมาชำระค่าปรับได้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดทรัพย์สินของจำเลย

การที่ศาลจะผ่อนให้จำเลยชำระค่าปรับช้าเร็วเพียงใด เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดให้ตามความยุติธรรมและเหมาะสมในการให้รอการบังคับไว้ยังไม่ยึดทรัพย์จำเลย เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 ใช้คำว่า "ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ" มิได้ใช้คำว่า"ให้ยึดทรัพย์สินจำเลยใช้ค่าปรับ" ซึ่งศาลอาจดำเนินการยึดทรัพย์ได้ภายในกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 99 ตามพฤติการณ์คดีทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการขยายระยะเวลาบังคับคดี จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งใช้เฉพาะในกฎหมายวิธีสบัญญัติมาใช้ในประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายสารบัญญัติไม่ได้คดีนี้เห็นได้ว่าถ้าบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระค่าปรับทันทีมีแต่จะเกิดความเสียหาย

เพราะค่าปรับมีจำนวนถึง 65,744,852บาท 24 สตางค์ โดยจำนวนภาษีอันแท้จริงที่จำเลยจะต้องเสียหายไม่ถูกปรับมีเพียง 3,892,972 บาท 25 สตางค์ และจำเลยมีทรัพย์สินประมาณ584 ล้านบาท แต่ในวันที่ 31 ธันวาคม 2519 บริษัทจำเลยมีความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ถึง 1,206.5 ล้านบาท ทรัพย์สินของจำเลย ก็ติดสัญญาจำนอง บริษัทจำเลยจะตกอยู่ในฐานะล้มละลายต้องล้มเลิกกิจการ ซึ่งจะทำความเสียหายเป็นอย่างมากต่อผู้ถือหุ้นซึ่งมีจำนวน 3,557 ราย ระบบการเงินภายในประเทศจะสะเทือนเนื่องจากความเสียหายจะตามถึงเจ้าหนี้ต่าง ๆ การประกอบกิจการอุตสาหกรรมของบริษัทจำเลยที่จะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจะหมดไป และจะกระทบกระเทือนถึงระบบเศรษฐกิจทั่วไปตลอดจนบรรยากาศในการลงทุน

พนักงานของบริษัทจำเลยและครอบครัวประมาณ 3,000 คน จะว่างงาน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ขยายเวลาผ่อนชำระค่าปรับให้จำเลยออกไปนั้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแห่งคำวินิจฉัยแต่เงื่อนไขที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทำทัณฑ์บนไว้นั้นยังไม่เป็นหลักประกันอันมั่นคงในการที่จำเลยจะชำระค่าปรับต่อศาล ปรากฏว่าที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับงวดแรก โดยให้นำเงินจำนวน10,000,000 บาท มาชำระก่อนภายในวันที่ 30 เมษายน 2521 นั้น จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงเหลือเงินค่าปรับที่จำเลยจะต้องชำระอีก 55,744,852 บาท 24 สตางค์ จึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยชำระค่าปรับที่เหลือเสียใหม่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยผ่อนชำระค่าปรับที่เหลือ 55,744,852 บาท24 สตางค์ได้ โดยให้จำเลยผ่อนชำระงวดละไม่ต่ำกว่า 6,000,000 บาทโดยชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 มกราคม 2522 และงวดต่อ

ๆ ไปภายในวันที่ 10 มกราคม ของทุกปีถัดไปจนถึงเมื่อคำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด(วันที่ 11 กรกฎาคม 2520) ได้ครบสี่ปีหกเดือนแล้ว นับแต่นั้นภายในกำหนด1 เดือน จำเลยจะต้องนำธนาคารมาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าปรับที่ค้างชำระ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าบริษัทจำเลยไม่ชำระหรือบริษัทจำเลยต้องเลิกกิจการไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ธนาคารผู้ค้ำประกันจะต้องชำระค่าปรับทั้งหมดที่ค้างชำระแทนจำเลยทันที โดยจะปฏิเสธความรับผิดใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น และสละสิทธิไม่ยกข้อต่อสู้ใด ๆ ของจำเลยมาอ้าง เพื่อให้พ้นความรับผิดจากการที่จะต้องถูกบังคับคดี หากจำเลยผิดนัดชำระค่าปรับงวดใดงวดหนึ่งหรือไม่นำธนาคารมาค้ำประกันการชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นก็ให้บังคับคดีทันที นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้จำเลยทำทัณฑ์บนต่อศาลชั้นต้นเสียใหม่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ศาลฎีกาได้แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษานี้ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติก็ให้บังคับคดีได้ทันทีเช่นกัน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประภาศน์ อวยชัย · พัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้