Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15732/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ขอให้จำเลยที่ 1 จัดการกับผู้เสียหายโดยวิธีใดก็ได้ให้ผู้เสียหายไปอยู่ที่อื่น หรือหายไปจากโลกได้ยิ่งดีแล้วจะมีรางวัลให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ข้อความดังกล่าวย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยจนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือฆ่าผู้เสียหายอันเป็นผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตของผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงมิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหายย่อมเกินไปจากขอบเขตที่จำเลยที่ 2 ใช้ และโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 2 ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์ผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 87 วรรคแรก และไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุคดีนี้ โจทก์หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 ริบหมวกไหมพรม กระดาษกาวแล็กซีน และผ้าเทปกาวสีดำ ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนจี้พระเลี่ยมทอง (พระสมเด็จจิตรลดา) 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท และบัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารละ 1 ใบ รวม 4 ใบ หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2802/2552 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 8 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบหมวกไหมพรม และกระดาษกาวแล็กซีนของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนจี้พระสมเด็จจิตรลดาเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 4 ใบ หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้คืนกระดาษกาว (ที่ถูก ผ้าเทปกาว) สีดำแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นทหารอยู่ที่ค่ายสมเด็กจพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนนายศุภลักษณ์ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนางทิพวรรณ ซึ่งเป็นน้าที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 4 ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และรับราชการอยู่ด้วยกันที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้เสียหายทำงานตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์จนถึงเดือนตุลาคม 2548 จึงย้ายไปรับราชการที่โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ในตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์ระดับ 5 สำหรับจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวแผนกเอกซเรย์

ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกรังสีวินิจฉัยที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย เมื่อปี 2549 ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 ผู้เสียหายย้ายกลับมารับราชการที่โรงพยาบาลเกษตรวิสัย ตำแหน่งพนักงานรังสีการแพทย์ระดับ 6 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกแทนจำเลยที่ 2 และมีบริษัทจำหน่ายฟิล์มเอกซเรย์แจ้งโรงพยาบาลเกษตรวิสัยให้ชำระค่าฟิล์มเอกซเรย์ที่สั่งซื้อไปก่อนหน้านั้น แต่ผู้เสียหายไม่อาจตรวจจ่ายเงินได้ เมื่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเรื่องได้เรียกผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ไปพบและแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ทำผิดระเบียบ มีโทษถึงไล่ออก ผู้เสียหายได้ขอร้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้จำเลยที่ 2 เซ็นจ่ายเงินตามใบเสร็จ แล้วโรงพยาบาลได้จ่ายเงินแก่บริษัทดังกล่าวไป

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนบุรีว่า ในวันดังกล่าวเวลา 12 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตช 9415 กรุงเทพมหานคร ออกจากโรงพยาบาลไปรับประทานอาหารที่บ้านแล้วจอดรถไว้หน้าบ้าน และถูกคนร้าย 2 คน ใช้วัตถุลักษณะคล้ายอาวุธปืนจี้บริเวณสีข้างบังคับให้ผู้เสียหายเข้าไปนั่งในรถกระบะโดยคนร้ายขับรถกระบะคันดังกล่าวไปทางจังหวัดสุรินทร์ และเอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 13,000 บาท จี้พระเลี่ยมทองหนัก 50 สตางค์ 1 องค์ ราคา 6,000 บาท นาฬิกาเรือนทอง 1 เรือน ราคา 3,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ราคา 2,000 บาท บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารละ 1 ใบ รวม 4 ใบ ของผู้เสียหายไป และทิ้งผู้เสียหายไว้ในป่ายูคาลิปตัส ที่ตำบลรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ แล้วขับรถหนีไป ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำโดยวิธีใดก็ได้อันทำให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจึงย่อมรวมถึงการชิงทรัพย์ด้วย ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ขอให้จำเลยที่ 1 จัดการกับผู้เสียหายโดยวิธีใดก็ได้ให้ผู้เสียหายไปอยู่ที่อื่นหรือหายไปจากโลกได้ยิ่งดีแล้วจะมีรางวัลให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ข้อความดังกล่าวย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัว

ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยจนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือฆ่าผู้เสียหาย อันเป็นผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงมิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหายจึงเกินไปจากขอบเขตที่จำเลยที่ 2 ใช้ และโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 2 ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 วรรคแรก จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลของผู้เสียหายแก่จำเลยที่ 1 และพาจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านผู้เสียหาย 2 ครั้ง จึงถือว่าเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุคดีนี้ โจทก์หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนไม่ ที่โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดรัตนบุรี - นายธราพงษ์ ทวีนุช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4570/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ578/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ329/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้