Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยได้ทำสัญญาก่อสร้างตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงกับกรมการทหารสื่อสารโดยกรมการทหารสื่อสารให้สิทธิแก่จำเลย ในการโฆษณา 8 ปี ในการนี้จำเลยได้ตกลงกับโจทก์ที่ 1 โดยมีข้อสัญญากันว่า ให้โจทก์ที่ 1 ออกเงินลงทุน150,000 บาท และจำเลยในฐานะหัวหน้าสถานีวิทยุตกลงให้สิทธิโจทก์ที่ 1 โฆษณาสินค้าวันละ 2 ชั่วโมง เป็นการตอบแทนมีกำหนด 6 ปี หรือจนกว่าจะหมดสัญญาการก่อสร้างสถานี โจทก์จึงได้มอบเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการก่อสร้าง เมื่อการก่อสร้างสถานีวิทยุดังกล่าวเสร็จแล้ว โจทก์ที่ 1 มอบให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการแทนได้โฆษณาสินค้าได้รวม 2 ปีก็ต้องหยุดเนื่องจากทางราชการสั่งห้ามโฆษณา ต่อมาอีกเกือบ 3 ปีทางราชการอนุญาตให้โฆษณาได้อีก ดังนี้ เมื่อทางราชการมิได้สั่งห้ามโฆษณาเป็นการเด็ดขาดตลอดไปอันจะทำให้การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยและกลับอนุญาตให้ออกอากาศโฆษณาได้อีก การชำระหนี้จึงอยู่ในวิสัยจะกลับขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันได้ และการที่ทางราชการสั่งห้ามโฆษณา ก็แปลไม่ได้ว่าเป็นการหมดสัญญาก่อสร้างสถานี ทั้งสัญญาที่จำเลยทำไว้กับกรมการทหารสื่อสารนั้น กรมการทหารสื่อสารให้สิทธิแก่จำเลยในการโฆษณาถึง 8 ปี จำเลยจึงยังมีความผูกพันที่จะต้องให้สิทธิแก่โจทก์ออกอากาศโฆษณาต่อไปจนครบ 6 ปี แม้สัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ที่ 1 นั้นมีว่าจำเลยจะต้องผ่อนชำระเงิน 150,000 บาทคืนโจทก์ภายใน 2 ปี โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยใดๆ แต่ก็มิได้ระบุว่าถ้าไม่ผ่อนชำระคืนตามกำหนด แล้วจะให้คิดดอกเบี้ยต่อกัน และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์มุ่งเอาประโยชน์ตอบแทนจากรายได้จากการออกอากาศโฆษณาสินค้ามากกว่า และเมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระเงินคืนตามกำหนด โจทก์ก็มิได้จัดการประการใด เพิ่งจะบอกกล่าวให้ชำระเงินคืนเมื่อพ้นกำหนดมาหลายปี แต่ก็มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระ เพียงแต่เชิญจำเลยไปทำความตกลงกันเท่านั้น ดังนี้ จำเลยจึงยังมิได้ตกเป็นฝ่ายผิดนัด เพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงกับโจทก์ลงทุนก่อสร้างตั้งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ติดต่อขอรับเหมาสร้างจากทางราชการ เพื่อจำเลยจะได้รับผลประโยชน์ในการเข้าจัดการสถานีวิทยุโดยขอให้โจทก์เป็นผู้จัดการลงทุนไปก่อน 150,000 บาท จะคืนเงินให้โจทก์ภายใน 2 ปีนับแต่วันทำสัญญา และจำเลยจะตอบแทนให้โจทก์ทำการโฆษณาสินค้าในสถานีวิทยุวันละ 2 ชั่วโมง มีกำหนด 6 ปี หรือจนกว่าจะหมดสัญญาที่จะทำไว้กับทางราชการโดยไม่ต้องเสียเงินใด ๆ โจทก์ตกลงและมอบเงินให้จำเลย 150,000 บาท และทำสัญญาต่างตอบแทนกันไว้ จำเลยก่อสร้างตั้งเครื่องส่งวิทยุเสร็จดำเนินการได้ และให้โจทก์ใช้เป็นเวลา 2 ปี โจทก์ให้นางวิไลหุ้นส่วนของโจทก์ดำเนินการออกอากาศ

ต่อมาทางราชการมีคำสั่งให้งดการโฆษณา โจทก์จึงมิได้ทำการโฆษณา แต่ต่อมาทางราชการอนุญาตให้ทำการโฆษณา จำเลยกลับประพฤติผิดสัญญา ไม่ยอมให้โจทก์ใช้สถานีวิทยุ ทำให้โจทก์เสียหาย ขาดประโยชน์รายได้เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2512 เป็นต้นมา แต่เพื่อบรรเทาความเสียหาย จำเลยได้จัดการให้นางวิไลออกอากาศทำการโฆษณาที่สถานีวิทยุอื่นวันละ 1 ชั่วโมง ทำให้มีรายได้เพียงเดือนละ 7,000 บาท เมื่อหักกลบกันแล้วโจทก์ขาดรายได้เดือนละ 13,000 บาท รวมเวลา 19 เดือน เป็นเงิน 247,000 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ออกโฆษณาสินค้าต่อไปอีก 29 เดือน เป็นเงิน 580,000บาท และจำเลยมิได้คืนเงินลงทุนภายในกำหนด ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี

โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี เป็นเงิน 56,250 บาท ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นการเข้าหุ้นโดยขอรับประโยชน์ใช้เวลาออกอากาศ ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิเป็นเวลาถึง 2 ปีแล้ว ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งห้ามมิให้สถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัดออกอากาศรายการโฆษณาที่มิใช่เป็นการโฆษณาของทางราชการ จึงเป็นเหตุพ้นวิสัย จำเลยมิได้ผิดสัญญา และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โดยจัดให้โจทก์ได้มีการออกโฆษณาต่อไป และด้วยคำสั่งดังกล่าวถือได้ว่าสัญญาของจำเลยเป็นอันหมด จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่ซึ่งมีอยู่ต่อโจทก์

ค่าเสียหายเรียกร้องสูงเกินไป และไม่มีสิทธิเรียกได้ กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องโจทก์จำเลยเข้าหุ้นส่วนสามัญ จึงต้องมีการบอกเลิกและการชำระบัญชีก่อน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 232,000 บาทแก่โจทก์โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน290,000 บาทโจทก์จำเลยต่างฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาก่อสร้างตั้งสถานีวิทยุ โดยโจทก์ที่ 1 ได้ออกเงินลงทุน 150,000 บาทและจำเลยในฐานะหัวหน้าสถานีวิทยุตกลงให้สิทธิโจทก์ที่ 1 โฆษณาสินค้าทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมง เป็นการตอบแทนมีกำหนด 6 ปี โดยไม่คิดค่าเช่าหรือค่าบริการใด

ๆ เมื่อการก่อสร้างสถานีวิทยุเสร็จแล้ว โจทก์ที่ 1 ได้มอบให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการแทน ได้โฆษณาสินค้าเริ่มแต่เดือนมิถุนายน 2507 ถึงเดือนพฤษภาคม 2509 รวม 2 ปี แล้วหยุดไม่ได้โฆษณาอีก เนื่องจากทางราชการสั่งห้ามโฆษณาในเดือนกันยายน 2509 ต่อมาเมื่อทางราชการอนุญาตให้โฆษณาได้อีก โจทก์จึงได้เริ่มทำการโฆษณาสินค้าที่สถานีวิทยุอื่นแทน โดยการจัดการของจำเลยเป็นเวลา 19 เดือน โจทก์ก็ต้องหยุด เพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินลงทุน โจทก์ได้เงินคืนไปแล้ว คงขาดไม่ได้ออกโฆษณาอยู่อีก 29 เดือนจึงจะครบกำหนด 6 ปีตามสัญญาประเด็นแรกจำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และตามกฎหมายผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1049ฉะนั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นประเด็นที่ 2 จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาที่ว่า "หรือจนกว่าจะหมดสัญญาการก่อสร้างสถานีฯ" นั้นคือมีการห้ามโฆษณา เมื่อทางการห้ามโฆษณาในเดือนกันยายน 2509 สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงหมดผลใช้บังคับ และถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ทางราชการสั่งห้ามโฆษณาในเดือนกันยายน 2509 นั้น มิได้สั่งห้ามเป็นการเด็ดขาดตลอดไป อันจะทำให้การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2512 ทางราชการกลับอนุญาตให้ออกอากาศโฆษณาได้อีก การชำระหนี้จึงอยู่ในวิสัยจะกลับขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันได้ และการที่ทางราชการสั่งห้ามโฆษณาก็ไม่น่าจะแปลว่าเป็นการหมดสัญญาก่อสร้างสถานีตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่จำเลยได้ทำสัญญาก่อสร้างตั้งสถานีวิทยุฯ กับกรมการทหารสื่อสารนั้น ทางกรมการทหารสื่อสารให้สิทธิแก่จำเลยในการโฆษณาถึง 8 ปี ดังนั้น สัญญาระหว่างจำเลยกับกรมการทหารสื่อสารจึงยังถือไม่ได้ว่าหมดสัญญาก่อสร้างสถานีตามที่จำเลยนำสืบ

จำเลยจึงยังมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาที่จะให้สิทธิแก่โจทก์ออกอากาศโฆษณาจนครบ 6 ปีตามกำหนดในสัญญา ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นประเด็นที่ 3 ประการแรกโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินลงทุน 150,000 บาท เพราะเมื่อจำเลยไม่ชำระเงินคืนในกำหนดเวลา 2 ปี จึงถือได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด จำต้องเสียดอกเบี้ย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้พิจารณาเหตุตามสัญญาก่อสร้างสถานีวิทยุเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ปรากฏตามสัญญาข้อ 2 ว่าจำเลยจะต้องผ่อนชำระเงินคืนโจทก์ภายในกำหนด 2 ปีโดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยใด ๆ แต่ตามสัญญามิได้ระบุว่า ถ้าหากไม่มีการผ่อนชำระเงินคืนตามกำหนดแล้ว ตามสัญญาจะให้คิดดอกเบี้ยต่อกันตามพฤติการณ์ระหว่างโจทก์จำเลยจะเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งประโยชน์ตอบแทนจากรายได้จากการออกอากาศโฆษณาสินค้ามากกว่าที่จะคิดดอกเบี้ยต่อกันเมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระเงินคืนตามกำหนด โจทก์ก็มิได้จัดการประการใดโจทก์เพิ่งจะบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินลงทุนคืนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2513ตามเอกสารหมาย จ.5 ทั้งตามหนังสือดังกล่าวโจทก์ก็มิได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระเงินลงทุนเมื่อใด โจทก์เพียงแต่ได้เชิญจำเลยไปทำความตกลงกันในวันที่ 26 ธันวาคม 2513 เท่านั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยยังมิได้ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงตกไป ประการที่ 2 โจทก์จำเลยฎีกาเรื่องค่าเสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายในช่วงเวลา 19 เดือนที่โจทก์ยอมออกอากาศที่สถานีวิทยุอื่นเป็นการยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ หนี้การออกอากาศช่วงนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องได้ ส่วนค่าเสียหาย 29 เดือน หลังจากนั้นศาลฎีกาคิดให้เดือนละ 10,000 บาทตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาเรื่องค่าเสียหายจึงตกไปพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นบังคับคดีเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ศิริ อติโพธิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้