Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2512

พ.ศ. 2512 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้มีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินค่าอาหารคนไข้และเก็บรักษาเงินสะสมโรงพยาบาล และให้ลงรายการจำนวนของและจำนวนเงินเกินกว่าที่จ่ายไปจริง อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และโดยทุจริต ดังนี้ เมื่อตามฟ้องของโจทก์แสดงออกแจ้งชัดว่าโจทก์ที่ 1 ได้ร่วมกระทำผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 และตนจะแก้ตัวอ้างความจำเป็นในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ตนรู้อยู่ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาได้ตามฟ้องโจทก์ที่ 2 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล เอาหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 ไปให้โจทก์ที่ 1 ทำบ้าง จำเลยที่ 2 ทำบ้าง และเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 เสียหาย เมื่อการมอบหมายงานอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะสั่งได้ และโจทก์ที่ 2 ซึ่งมิใช่เป็นผู้กระทำหรือละเว้นกระทำ จึงหาจำต้องรับผิดในความเสียหายนั้นแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีขอให้ลงโทษจำเลยอันเป็นความผิดตามมาตรา 267,268 ประมวลกฎหมายอาญาได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งรับราชการเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต โดยได้มีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล อันมีหน้าที่ช่วยพยาบาลตามคำสั่งแพทย์ ทำหน้าที่เป็นผู้เบิกจ่ายเงินค่าอาหารคนไข้ และเก็บเงินสะสมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงพยาบาล แล้วให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหัวหน้าคนครัวมาเบิกเงินค่าอาหารจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งจะออกหลักฐานใบยืมมอบให้จำเลยที่ 1 แต่แล้วจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ลงรายการจำนวนของและจำนวนเงินลงในแบบพิมพ์รายการซื้ออาหารเกินกว่าจำนวนที่จ่ายไปจริงและเมื่อจำเลยที่ 1 เซ็นสั่งอนุมัติแล้ว ให้นำไปเป็นหลักฐานส่งใช้เงินยืม

โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง แล้วได้มอบเงินให้จำเลยที่ 1 ไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้สั่งให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติเช่นที่แล้วอีกรวม 2 คราวด้วยกัน ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของทางราชการเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ต่อมาจำเลยที่ 1และ 2 ได้ร่วมกันกระทำผิด โดยจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลปฏิบัติหน้าที่โดยใช้วิธีการเพิ่มรายการจำนวนของและจำนวนเงินเกินกว่าที่จ่ายไปจริงตามที่กล่าวข้างต้น แล้วทั้งสองได้เบียดบังเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 เช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบและโดยทุจริต และโดยเจตนาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ทางราชการเห็นว่าโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง

จนได้ตั้งกรรมการทำการสอบสวนโจทก์ทางวินัย อันเป็นความเสียหายแก่โจทก์ ครั้นต่อมาจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำผิดโดยจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จ่ายเงินและตรวจรับมอบของ ให้จำเลยที่ 5 ลงชื่อในช่องกรรมการตรวจรับของล่วงหน้าโดยไม่กรอกรายการ และให้จำเลยที่ 2 กรอกรายการจำนวนของและจำนวนเงินเพิ่มจากที่จำเลยที่ 4 ได้จ่ายจริงเพื่อนำไปเป็นหลักฐานส่งใช้เงินยืม โดยให้จำเลยที่ 3 ซึ่งรู้เห็นด้วยเป็นผู้หักล้างเงินยืม ซึ่งงานเหล่านี้อยู่ในความรับผิดชอบโจทก์ที่ 2 และต้องเสนอผ่านโจทก์ที่ 2 เสียก่อนตามระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยทั้งห้านี้เป็นการสมคบร่วมกันกระทำผิดฐานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และอ้างใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157, 267, 268ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนมูลฟ้อง และวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ร่วมในการกระทำผิดตามฟ้องด้วย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายนอกจากนี้ฟ้องในความผิดจดแจ้งและใช้เอกสารเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ยังเป็นฟ้องเคลือบคลุมด้วย พิพากษายกฟ้อง โดยไม่ประทับฟ้องไว้พิจารณาโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องซึ่งเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 นั้น แสดงออกชัดแล้วว่า โจทก์ที่ 1 ได้ร่วมกระทำผิดด้วยกับจำเลย จึงไม่ถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย ตามมาตรา 28(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าศาลควรจะฟังข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติไปตามคำสั่งอันมิชอบด้วยความยินยอมหรือจำใจต้องปฏิบัติในฐานะจำเลยที่ 1เป็นผู้บังคับบัญชานั้น

เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจะแก้ตัวอ้างความจำเป็นที่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ตนรู้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชาหาได้ไม่ส่วนสำหรับโจทก์ที่ 2 ซึ่งอ้างว่าได้รับความเสียหายเพราะทำให้ทางราชการเห็นว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่บกพร่องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลย่อมมีอำนาจสั่งการดังกล่าวแล้วได้ หากความเสียหายเกิดขึ้น ย่อมตกอยู่แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งหรือทางราชการ โจทก์ที่ 2 หาจำต้องรับผิดไม่ และจึงมิใช่ผู้เสียหาย และในข้อหาว่าจำเลยทั้งห้ากระทำผิดฐานจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการและนำไปใช้เป็นหลักฐานส่งใช้เงินยืมราชการและมิได้เสนอผ่านโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงก่อน อันทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหายนั้น ก็ปรากฏว่าตามฟ้องโจทก์ก็ชัดแจ้งอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้มอบหมายให้โจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่เก็บรักษาและเบิกจ่ายเงิน หากแต่เอาหน้าที่นี้ไปให้โจทก์ที่ 1 ทำบ้าง และให้จำเลยที่ 2ทำบ้าง ซึ่งเป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่จะสั่งได้ โจทก์ที่ 2 จึงมิใช่ผู้กระทำหรือละเว้นกระทำ และจึงหาจำต้องรับผิดในความเสียหายนั้นแต่อย่างใดไม่ทั้งข้อความจดแจ้งนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ที่ 2 แต่ประการใดโจทก์ที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปันโน สุขทรรศนีย์ · ยง เหลืองรังษี · สว่าง ภูวะปัจฉิม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้