Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้รับประกันภัยของจำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดต่อโจทก์โดยตรงอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 รับรองต่อโจทก์ว่าจะใช้หนี้ให้บางส่วน และจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ในมูลหนี้ละเมิดก็ได้ทำการชำระหนี้เพียงบางส่วนแก่โจทก์เป็นเพียงการค้ำจุนสนับสนุนหนี้ในมูลละเมิดเดิมของโจทก์เท่านั้นไม่มีผลเป็นการระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุ 15 ปี นำรถยนต์ในบ้านออกมาขับขี่ไปไหนมาไหนได้โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาไม่ได้ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ให้ดีจำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์ดังกล่าวสักกี่ครั้งก็ไม่ได้สังเกตเช่นนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถชนรถของโจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ที่ 3 ย่อมต้องรับผิดด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "

ที่จำเลยฎีกาว่า การที่บริษัทสินสวัสดิ์ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยของจำเลยตกลงยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 24,242 บาท และจำเลยยอมจ่ายเช็คชดใช้ให้โจทก์อีก 7,470 บาท ซึ่งโจทก์ได้ตกลงยอมรับตามนั้นแล้ว จึงถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่แล้ว โจทก์จะมาฟ้องเรียกหนี้เดิมในมูลละเมิดจากจำเลยอีกไม่ได้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยนี้ไม่ได้มีการตกลงเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่เป็นลูกหนี้เจ้าหนี้หรือเปลี่ยนแปลงวัตถุแห่งหนี้หรือมีการก่อให้เกิดนิติกรรมสัญญาใหม่แทนหนี้ละเมิดเดิมแต่อย่างใดก็หาไม่คงมีแต่ผู้รับประกันภัยของจำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดต่อโจทก์โดยตรงอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 รับรองต่อจำเลยว่าจะใช้หนี้ให้โจทก์บางส่วนแต่แล้วก็ไม่ใช้

ส่วนจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ในมูลหนี้ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 อยู่แล้ว ก็ได้ทำการชำระหนี้เพียงบางส่วนให้แก่โจทก์เท่านั้น อันเป็นการค้ำจุนสนับสนุนหนี้ในมูลละเมิดเดิมของโจทก์นั่นเองไม่มีผลเป็นการระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทนหนี้เดิมแต่อย่างใด ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้ทำความตกลงยอมรับค่าเสียหายเพียง 30,705 บาทนั้น ก็หาได้มีหลักฐานสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดงแต่อย่างใดไม่ จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 ส่วนการที่จำเลยที่ 3 ได้ทำหลักฐานไว้ที่หลังนามบัตรหมาย จ.2 ยอมรับผิดในค่าเสียหาย โดยยอมให้โจทก์นำรถไปซ่อมที่อู่ยนตร์กิจก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 2 ได้เซ็นสั่งจ่ายเช็คหมาย

จ.3จำนวนเงิน 2,491 บาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเสียหายบางส่วนแล้วเปลี่ยนใจสั่งระงับเช็คนั้นไว้ในภายหลังก็ดี ล้วนเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยฝ่ายเดียวยอมรับผิดในหนี้ละเมิดรายนี้ต่อโจทก์ อันเป็นหลักฐานค้ำจุนสนับสนุนหนี้ในมูลละเมิดเดิมของโจทก์นั่นเอง จะถือว่าได้มีการแปลงหนี้ใหม่แล้วหาได้ไม่เพราะไม่มีหนี้ใหม่เกิดขึ้น และหนี้เดิมก็ไม่ได้ระงับไปแต่อย่างใดในประเด็นสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ปล่อยให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ทำการขับรถยนต์นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุเพียง 15 ปี และอยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ในบ้านออกมาขับขี่ไปไหนมาไหนได้ แสดงว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ควบคุมดูแลบุตรผู้เยาว์ของตนให้ดี จำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 จะเคยขับรถยนต์ดังกล่าวสักกี่ครั้งไม่ได้สังเกต แสดงว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร และได้ปล่อยปละละเลยให้บุตรผู้เยาว์ของตนขับรถยนต์ไปไหนมาไหนได้โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เมื่อไปเกิดชนรถของโจทก์โดยละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาย่อมต้องรับผิดร่วมด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวี กสิยพงศ์ · สมบัติ วังตาล · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้